ทริปเหนื่อยๆ..ตลอดเส้นทาง 1,900 กม.

   

กลางเดือนสิงหาคม ปี 53 ที่ผ่านมานี้ ผมและน้องๆ ในแผนกมีทริปในฝันที่จะเดินทางลงใต้ ไปจัดการแข่งขันทักษะมาตรวิทยาด้านมิติที่จังหวัดสงขลากัน และนับเป็นภาคสุดท้ายแล้วสำหรับการจัดการแข่งขันตามโครงการความร่วมมือของหลายหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน

พวกเรารวม 11 ชีวิตออกเดินทางจากออฟฟิสกันตั้งแต่เช้าตรู่ ด้วยรถยนต์อีโนว่า 2 คัน และกระบะจัมโบ้คันใหญ่อีก 1 คัน ท่ามกลางบรรยากาศสดใสสลับฝนตกโปรยปรายตลอดเส้นทาง เรามาหยุดขบวนกันที่แรกบริเวณริมถนนพระราม 2 เพราะป้ายประชาสัมพันธ์การแข่งขันที่ติดอยู่ด้านข้างรถจัมโบ้ ถูกลมตีขาดไปด้านหนึ่ง หลังจากหยุดแก้ไขกันเสร็จคณะเราก็มุ่งหน้าเข้าสู่จังหวัดเพชรบุรี แล้วแวะหาอาหารเช้ารองท้องกัน

ขบวนรถของเราเข้าสู่จังหวัดชุมพรในช่วงกลางวันพอดี ก่อนพร้อมใจกันขับออกนอกเส้นทางมุ่งหน้าไปยังหาดทรายรี แล้วแวะทานอาหารกลางวันกันที่นั่น มื้อนี้อร่อยได้บรรยากาศริมหาดจริงๆ ครับ

หลังมื้ออาหารกลางวัน พวกเราเดินทางต่อไปตามความตั้งใจที่นัดหมายกันเอาไว้ล่วงหน้าแล้ว คือการมาทำบุญและถวายสักการะ ณ ศาลกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ซึ่งเป็นที่ตั้งอนุสาวรีย์ของพลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตรอุดมศักดิ์

สถานที่แห่งนี้ตั้งเด่นอยู่บนเนินเขาทางทิศเหนือของหาดทรายรี ตัวศาลอยู่บนเรือรบหลวงพระร่วงจำลองที่หันหน้าออกสู่ทะเล มีจุดชมวิวมองเห็นทิวทัศน์ของหาดทรายรีซึ่งเป็นสถานที่สิ้นพระชนม์ของพระองค์ ได้อย่างเจนตลอดทั่วทั้งเวิ้งอ่าว

ผมไปสะดุดอยู่ตรงป้ายขอความบันทึกของพระองค์ท่าน อ่านแล้วรู้สึกดี ก็เลยเก็บมาบันทึกเอาไว้ด้วยดังนี้ครับ “กู…กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ผู้เป็นโอรสของพระปิยมหาราช ขอประกาศให้พวกมึงรับรู้ไว้ว่า แผ่นดินสยามนี้ บรรพบุรุษได้เอาเลือดเอาเนื้อเอาชีวิตแลกไว้ ไอ้อีมันผู้ใดคิดบังอาจทำลายแผ่นดิน ทำลายชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ฤๅกระทำการทุจริต ก่อให้เกิดความเดือดร้อนต่อส่วนรวม จงหยุดการกระทำนั้นเสียโดยเร็ว ก่อนที่กูจะสั่งทหารผลาญสิ้นทั้งโคตรให้หมดเสนียดของแผ่นดินสยามอันเป็นที่รักของกู ตราบใดที่คำว่า “อาภากร” ยังยืนหยัดอยู่ในโลก กูจะรักษาแผ่นดินสยามของกู ลูกหลานทั้งหลาย แผ่นดินใดให้เรากำเนิดมา มิให้อนาทรร้อนใจ จงซื่อสัตย์ต่อแผ่นดินนั้น แผ่นดินใดที่ให้ซุกหัวนอน ให้ความร่มเย็นเป็นสุข มิให้อนาทรร้อนใจ จงซื่อสัตย์ต่อแผ่นดินนั้น”

พวกเรายังได้ไปถวายสักการะที่ศาลและรูปเหมือนของท่านพระครูวิมลคุณากร หรือหลวงปู่ศุข  วัดปากคลองมะขามเฒ่า ที่มีข้อความอธิบายไว้ว่าท่านเป็นพระอาจารย์ของกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ด้วย

เวลาบ่ายแก่ๆ คณะเราตั้งต้นขบวนเดินทางกลับกันออกมาด้วยความรู้สึกถึงความเป็นศิริมงคลเป็นอย่างมาก พร้อมๆ กับความประทับใจกับการที่ได้มาเยือนสถานที่แห่งนี้เป็นครั้งแรกในชีวิตของตัวผมเองและน้องอีกหลายๆ คนครับ

เป้าหมายสำหรับการเดินทางในวันแรกก็คือ เราจะไปแวะพักแรมกันที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยตามกำหนดการพักแรมล่วงหน้ากันไว้เรียบร้อยแล้ว

หลังจากออกจากชุมพร มุ่งหน้าเข้าสู่สุราษฎร์ธานีผ่านอำเภอท่าชนะ และรถมาหยุดตรงสี่แยกไฟแดง ผมซึ่งนั่งมากับรถคันแรกได้หันกลับไปมองรถที่ตามมาทั้งสองคน ก็พบว่ายังคงขับตามกันมาเป็นขบวนตามที่ได้ตกลงกันไว้ แต่หลังจากนั้นไม่ถึง 15 นาที น้องที่เป็นคนขับได้บอกกับผมว่า “พี่..รถข้างหลังหายไปได้สักพักหนึ่งแล้ว..” ด้วยความเอะใจ..ผมจึงได้บอกให้น้องหยุดรถรอที่ข้างทาง และไม่นานก็ได้รับโทรศัพท์จากรถที่ตามมาคันที่ 3 ว่า รถอีโนวากันที่สองประสบอุบัติเหตุถูกชน และมีคนเจ็บ ไม่ถึง 5 นาที รถคันที่ผมเดินทางไปด้วยก็วนกลับมาถึงที่เกิดเหตุ

ภาพที่เห็นตรงหน้าและจากคำบอกเล่าก็คือ มีรถกระบะวิ่งมาด้วยความเร็วชนสุนัขที่วิ่งตัดหน้า แล้วเสียหลักพุ่งเข้ามาชนก่อนจะตะแคงพลิกคว่ำอยู่บริเวณข้างทาง โดยรถอีโนวาคันของเราซึ่งวิ่งมาเป็นคันที่สองของขบวนชนด้านหน้าฝั่งขวาพังยุบ ไม่สามารถที่จะวิ่งต่อไปได้ มีน้องสองสามคนจากที่นั่งกันมาทั้งหมด 5 คน ได้รับบาดเจ็บจากการกระแทกนั่งกุมศรีษะกันอยู่บริเวณริมฟุตปาท ผมตัดสินใจให้น้องที่มาในรถคันเดียวกันรีบนำคนเจ็บเดินทางย้อนกลับไปตรวจเช็คอาการโดยด่วนที่ รพ.อำเภอท่าชนะ ก่อนจะพยายามเคลียร์กับคู่กรณีและติดต่อบริษัทประกัน รวมทั้งรายงานอุบัติเหตุกลับมายังผู้บริหารที่บริษัท เพื่อขอความเห็นและอำนาจในการตัดสินใจ ซึ่งก็ได้รับอนุมัติให้ดำเนินการทุกอย่างได้ด้วยตัวเอง และกำชับมาให้ทำทุกอย่างให้ดีที่สุด

หลังจากคลายความตื่นเต้นพวกเราต่างรู้สึกขนลุกและคิดไปในทำนองเดียวกันว่า ที่รอดกันมาได้ก็เพราะบารมีขององค์เสด็จเตี่ย กรมหลวงชุมพร ได้ช่วยปกป้องชีวิตของพวกเราเอาไว้ เพราะจากจุดบริเวณที่ชนถ้าเปลี่ยนมาเป็นช่วงกลางของตัวถึงรถ ความสูญเสียคงมากมายไม่อาจประเมินได้

ระหว่างนั้นน้องที่เป็นผู้พาคนเจ็บไปส่งที่โรงพยาบาล ได้โทรมารายงานอาการและความคืบหน้าอยู่ตลอดเวลา ซึ่งเบื้องต้นก็ได้รับคำยืนยันว่าไม่น่าเป็นห่วง จึงได้ประสานงานรายงานขอความช่วยเหลือไปยังผู้ใหญ่จากกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน และจากที่อื่นๆ เพื่อขอคำแนะนำและประสานความร่วมมือไปยังสถาบันพัฒนาฝีมือแรงงานสุราษฎร์ธานีเพื่อขอความสะดวกและได้รับการยืนยันกลับมาอย่างรวดเร็วว่าได้เตรียมเจ้าหน้าที่ไว้อำนวยความสะดวกให้เรียบร้อยแล้ว ในขณะนั้นผมรีบโทรศัพท์ไปยังโรงแรมในจังหวัดสุราษฎร์ฯ ที่เราจองห้องเอาไว้ล่วงหน้าตั้งแต่ที่กรุงเทพฯ บอกให้เขาทราบถึงความยุ่งยากที่คณะเรากำลังประสบอยู่ และได้ขอเลื่อนเวลาเช็คอินออกไปในช่วงหัวค่ำ แต่ทางโรงแรมปฏิเสธโดยให้เบอร์โทรศัพท์ของผู้จัดการมาให้ทางเราโทรไปยืนยันเอง ซึ่งผมได้พยายามโทรไปหลายครั้งทางนั้นก็ไม่ยอมรับสาย และในที่สุดทางโรงแรมก็โทรมาแจ้งว่าได้ยกเลิกการจองห้องพักทั้งหมดเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ผมเองหมดอารมณ์ที่จะต่อว่า แต่ก็บอกไปกับเขาว่าเรารู้สึกว่าคุณใจร้ายมาก…

หลังจากเสียเวลากับบริษัทประกันในพื้นที่อยู่นาน รถลากและบริษัทประกันทั้งสองฝ่ายก็มาถึงที่เกิดเหตุ โดยไม่มีตำรวจหรือร้อยเวรมาดูสถานที่เกิดเหตุแต่อย่างใด ในขณะนั้นน้องที่รับภาระนำน้องที่เจ็บส่ง รพ. ก็กลับมาถึงที่เกิดเหตุ และนำผลการตรวจของแพทย์มาให้ดู ซึ่งสรุปได้ว่า มีน้องสองคนบาดเจ็บจากการกระแทก มีแผลฟกช้ำ จากผลการ x-ray ไม่พบกระดูกส่วนใดหักหรือเป็นอันตราย ผมจึงได้เรียกประชุมคณะของเราอีกครั้ง โดยแบ่งคนออกเป็นสองกลุ่ม กลุ่มแรกให้ดูแลเรื่องคดี โดยเดินทางไปที่โรงพักร่วมกับบริษัทประกัน และอีกกลุ่มหนึ่งเดินทางเข้าจังหวัดสุราษฎร์ธานีกับผม เพื่อนำน้องสองคนไปเช็คโดยละเอียดอีกครั้งที่ รพ.ทักษิณ โรงพยาบาลเอกชนที่ดีที่สุดของจังหวัด

จากผลการตรวจในครั้งนี้ แพทย์ได้สรุปว่า น้องผู้ชายจมูกหัก ต้องเข้ารับการรักษาโดยการผ่าตัดภายใน 7 วัน ส่วนน้องผู้หญิงมีอาการช้ำบวมบริเวณใบหน้ามาก ตรวจสอบแล้วไม่มีอันตรายอื่น คงต้องใช้เวลาพักรักษาตัวอย่างน้อย 2 สัปดาห์ ซึ่งผมได้ปรึกษากับผู้บริหารและหาทางที่จะนำน้องทั้งสองคนกลับไปรักษาตัวต่อที่กรุงเทพฯ ในวันรุ่งขึ้น

พวกเราออกมาจากโรงพยาบาลด้วยสภาพหิวโซและยังไม่มีที่พัก อาจารย์จากสถาบันพัฒน์ฯสุราษฎร์ 2 ท่าน ได้เดินทางมาช่วยอำนวยความสะดวก และจัดแจงหาที่พักให้ ซึ่งกว่าจะเรียบร้อยก็เป็นเวลาเกือบ 3 ทุ่ม พร้อมๆ กับที่อีกคณะหนึ่งของเราเดินทางกลับมาจากโรงพักท่าชนะพอดี

ทุกคนยังคงอยู่ในสภาพตกใจและตื่นเต้นกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น บางคนขอตัวไปพัก บางคนนอนไม่หลับ ผมเองใช้เวลาในช่วงค่ำประสานงานในการหาตั๋วเครื่องบินเพื่อส่งน้องกลับ และประสานงานไปยังผู้ใหญ่ในพื้นที่เพื่อที่จะขอรถพาคณะเราที่เหลือเดินทางต่อไปยังจังหวัดสงขลาเพื่อทำงานกันต่อในวันรุ่งขึ้น

แต่จนแล้วจนรอดก็นอนไม่หลับ จึงได้ชักชวนน้องๆ อีกสองสามคนนั่งรถออกไปขับรอบเมืองและแวะถวายสักการะศาลหลักเมือง แล้วแวะหาของอุ่นๆ นั่งทานและลำดับเหตุการณ์ในวันนี้ด้วยกัน ก่อนจะกลับมานอนด้วยความอ่อนล้า

เช้าวันรุ่งขึ้น ผมได้รับโทรศัพท์แสดงความความห่วงใยจากผู้ใหญ่หลายๆ ท่านที่ให้ความเคารพนับถือ และได้รับการประสานงานจากออฟฟิสที่กรุงเทพฯว่าหาตั๋วเครื่องบินได้แล้ว แต่ต้องออกเดินทางในช่วงบ่ายจากสุราษฎร์ถึงกรุงเทพฯ ปัญหาของผมก็คือคณะของเราที่เหลือจะต้องเดินทางไปสงขลากันต่อเพื่อให้ไปทันทำงานกันในช่วงเย็นของวันนั้น น้องผู้ชายที่จมูกหักเดินเข้ามาคุยกับผมแล้วบอกว่า “พี่..ผมขอไปสงขลาด้วย พี่ไม่มีผมก็ลำบาก ผมจะไปช่วยพี่ก่อน แล้วค่อยหาทางกลับไปกรุงเทพฯ” หลังจากพูดคุยกับผู้บริหารแล้ว ผมจึงตัดสินใจพาทุกคนในคณะเดินทางต่อไปยังสงขลาพร้อมกันในตอนเช้า

ท่าน ผอ.สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงานภาค 10 สุราษฎร์ ได้ส่งรถโฟล์คตู้ VIP พร้อมคนขับมาให้เราใช้ 1 คัน แต่เช้า ตลอดการเดินทางมีฝนตกฟ้าคะนองเป็นช่วงๆ เราไปหยุดพักทานอาหารกลางวันกันที่ อ.ทุ่งสง ได้ทานข้าวแกงเจ้าอร่อย มีทั้งน้ำพริกและผัดผักเหลียง อาหารที่ผมชื่นชอบเป็นพิเศษพร้อมไข่เค็มดาวฟองสวยเสริฟพร้อมกันในมื้อนั้น อิ่มแปล้ ก่อนจะออกเดินทางกันต่อด้วยความรู้สึกที่พร้อมใจกันบ่นออกมาตลอดเส้นทางกันว่า “ไกลโคตร”

เราเดินทางมาถึงสถานที่จัดการแข่งขันในช่วงเย็น มีพี่ๆ น้องๆ ทีมงานจากส่วนราชการและบริษัทผู้ผลิตมารอกันก่อนหน้าแล้ว ใช้เวลาไม่ถึง 3 ชั่วโมง การเตรียมความพร้อมสำหรับการแข่งขันในวันรุ่งขึ้นก็เสร็จสิ้น ก่อนค่ำ ผมจึงได้ชวนน้องๆ ไปซึมซับบรรยากาศของแหลมสมิหลา ถ่ายรูปกับรูปปั้นหนูกับแมวที่เป็นสัญลักษณ์ของเกาะหนูเกาะแมวที่อยู่ทางฝั่งตรงข้ามของทะเล

และบางคนถือโอกาสสัมผัสนมนางเงือกตามความเชื่อที่ว่าวันหนึ่งจะได้กลับมายังสถานที่แห่งนี้อีก หรือบางความเชื่อก็บอกว่าถ้าไม่ได้จับก็มาไม่ถึงสงขลา แต่สำหรับผมแล้วมาที่นี่ติดๆ กันสองครั้ง ก็ไม่เคยมีความคิดที่จะไปสัมผัสที่ตรงนั้นแต่อย่างใด

ก่อนที่อาทิตย์จะลับขอบฟ้าไปอย่างไม่ยากนัก พวกเรายังคงเดินทางต่อไปชมความงามของ “หัวพญานาคพ่นน้ำ” ที่สวนสองทะเล ที่คงล้อกับแสงไฟในยามค่ำคืน ผลงานออกแบบของ ท่านอาจารย์มนตรี สังข์มุสิกานนท์ เสียดายที่มีเวลาน้อยจึงไม่ได้ตามไปชมส่วนกลางลำตัวหรือสะดือพญานาคอยู่ที่แหลมสนอ่อน และส่วนหางของพญานาคที่หาดชลาทัศน์ตามคำบอกเล่า

มื้อเย็นในวันนั้นคณะของเราขับรถข้ามสะพานติณสูลานนท์ที่ทอดเชื่อมระหว่างเมืองสงขลากับเกาะยอ ไปนั่งสงบอารมณ์กันที่ร้านอาหารริมทะเลสาปสงขลา อิ่มอร่อยสำราญใจก่อนจะกลับมาพักผ่อน เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการทำงานและจัดการแข่งขันฯ กันในวันรุ่งขึ้น

เช้าตรู่ของวันจัดการแข่งขันฯ ผมไล่เรียงแสดงความขอบคุณกับผู้ใหญ่ทุกท่านที่ได้ให้ความกรุณาในวิบากกรรมของคณะเราในช่วงสองวันที่ผ่านมา ผู้บริหารจากหลายหน่วยงานราชการ ที่บริษัทฯและบริษัทฯผู้ผลิตต่างทะยอยมาสอบถามและให้กำลังใจกันมากมาย

และด้วยความกลมของโลกที่ผมว่ามันออกจะเบี้ยวๆ ท่านผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาฝีมือแรงงานภาค 12 สงขลา กลับมีความเกี่ยวโยงกันทางด้านครอบครัวของน้องชายภรรยาผมเสียอีก

การแข่งขันฯในวันนั้นสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี ด้วยความเหนื่อยล้า คณะเราต้องแบ่งกลุ่มออกเป็นสองทีม ทีมแรกที่มีน้องที่ได้รับบาดเจ็บต้องเดินทางกลับกรุงเทพฯก่อนโดยรถทัวร์ VIP และทีมที่เหลือก็ต้องช่วยกันขับรถอีกสองคันรวมทั้งอุปกรณ์ทั้งหมดกลับกรุงเทพฯ ซึ่งเราเลือกเส้นทางกลับข้ามผ่านทางเกาะยอที่ใครต่อใครเขาว่าวิวตลอดสองข้างทางสวยงามยิ่งนักและผมอาสาที่จะเป็นผู้ขับเอง แต่ดันลืมกันไปว่าเราเดินทางกันตอนหัวค่ำแถมต้องเจอพายุฝนตกหนักตลอดทั้งทาง ทำให้กว่าจะถึงจุดหมายของการพักแรมที่จังหวัดนครศรีธรรมราชก็เหนื่อยล้ากันเต็มที

หลังจากหาโรงแรมที่พักและทานอาหารเย็นกันเรียบร้อย พวกเราพร้อมใจกันเดินทางมาที่วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร ซึ่งตั้งอยู่ริมถนนราชดำเนิน ตำบลในเมือง ไม่ห่างจากที่พักเรามากนัก ว่ากันว่าวัดพระมหาธาตุเป็น พระอารามหลวงชั้นเอก ชั้นวรมหาวิหาร เดิมชื่อวัดพระบรมธาตุ เป็นปูชนียสถานที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของภาคใต้และประเทศไทย

 

ที่ฝั่งตรงข้ามของวัดพระมหาธาตุ เป็นที่ตั้งของวัดหน้าพระบรมธาตุ ซึ่งในวันที่เราไปกันมีการจัดงานฝังลูกนิมิตรพอดี น้องคนหนึ่งในคณะที่เหลือได้บอกกับผมว่า “พี่..เป็นโอกาสดีนะ ที่พวกเราจะได้ร่วมกันทำบุญปิดทองฝังลูกนิมิตรร่วมกัน” นั่นจึงเป็นที่มาของการทำบุญร่วมกันอีกครั้งในคืนนั้น ในภาพกลางคือสมาชิกคณะของพวกเราที่เหลือครับ และผู้ที่ถ่ายภาพนี้ให้ก็คือหลวงพี่ที่กำลังทำความสะอาดอยู่ภายในบริเวณโบสถ์นั้น

เรายังคงตากฝนมาชื่นชมและถวายสักการะศาลหลักเมืองของ จ.นครศรีธรรมราษฎร์ กันต่อ ก่อนที่จะแยกย้ายกันเข้านอนด้วยความอ่อนเพลีย

เช้าวันรุ่งขึ้นพวกเราตื่นนอนกันแต่เช้าเหมือนเคย หลังอาหารเช้ามีน้องๆ บางคนพูดว่า ไม่มีอารมณ์จะขับรถกลับกรุงเทพฯเลย ถ้าเลือกได้อยากจะนั่งรถทัวร์กลับกันซะมากกว่า ไม่มีใครมีกระจิตกระใจจะแวะเที่ยวระหว่างทาง จึงตกลงกันว่าจะแวะเพียงสถานที่เดียวเท่านั้นคือที่ สวนโมกขพลาราม อ.ไชยา จ.สุราษฎร์ธานี สถานที่แห่งนี้เป็นที่รู้จักกันดีจากชื่อเสียงของท่านพุทธทาสภิกขุ หรือที่เหล่าลูกศิษย์ของท่านเรียกกันว่าท่านอาจารย์พุทธทาส

ความรู้สึกแรกที่ได้ก้าวเข้ามาในสวนโมกข์นั้นเหมือนก้าวเข้ามาในอีกโลกหนึ่งที่มีแต่ความสงบ ร่มรื่น แวดล้อมไปด้วยธรรมชาติ ไม่มีจุดรับบริจาคเรี่ยไรโฆษณาชวนร่วมทำบุญเหมือนๆ กับวัดต่างๆ โดยทั่วไป อยู่ที่นี่แล้วเหมือนมีบางอย่างช่วยเติมพลังให้กับชีวิตอย่างบอกไม่ถูก

โรงมหรสพทางวิญญาณ เป็นสถานที่แสดงภาพปริศนาธรรมที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้กับชีวิตประจำวันได้อย่างดี

กุฎิท่านพุทธทาส..สงบร่ามรื่นและสวยงาม ติดกันเป็นศาลาธรรมโฆษณ์อนุสรณ์เป็นสถานที่รวบรวมงานและอัฐิของท่านพุทธทาสทั้งหมดบรรจุอยู่ในผอบหินอ่อนแล้วเก็บไว้ในบ่อกลมด้านหลังภาพนี้

คณะของเราเดินทางกันต่อ และมาแวะทานอาหารกลางวันกันที่ประจวบคีรีขันธ์ แวะทานอาหารเย็นกันที่เพชรบุรี มุ่งหน้ากลับกรุงเทพฯ ระหว่างทางมีเรื่องให้ได้หงุดหงิดบ้างในความไม่สะดวกสำหรับน้องที่ต้องเร่งเข้ารับการผ่าตัดจมูกที่ได้เดินทางมาถึงก่อนตั้งแต่เช้า อย่างไรก็ตามการประสานงานกลับไปยังโรงพยาบาลก็เป็นไปได้ด้วยดี แพทย์เสร็จสิ้นการผ่าตัดเมื่อคณะเราเดินทางกลับมาถึงออฟฟิสพอดี

มันคงเป็นความรู้สึกที่หลากหลาย แต่สิ่งที่เกิดขึ้นและผ่านมาได้ ผมต้องบอกว่ามันเกิดขึ้นด้วยความสามัคคีและความเสียสละของทีม อาจมีความไม่เข้าใจกันอยู่บ้าง แต่ทุกอย่างก็อยู่บนพื้นฐานของการทำทุกอย่างให้ดีที่สุด ผมได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบชีวิตคนทุกคน และก็เชื่อว่าในสภาวะแห่งความกดดันของปัญหาทั้งปวงพวกเราทุกคนก็รวมใจกันจนผ่านเหตุแห่งความวิกฤตินั้นมาได้ รวมถึงความสำเร็จของงานที่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ ผมต้องขออนุญาตชื่นชมทุกคนผ่านตัวหนังสือเพียงไม่กี่บรรทัดมา ณ ที่นี้ด้วยครับ

มีหลายคนถามผมว่าทำไมชอบนั่งรถไป ไม่นั่งเครื่องบินไป เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้คงเป็นคำตอบที่ดีได้ เพราะคนเหล่านี้ไม่ใช่ใครที่ไหน เป็นน้องๆ เป็นเพื่อนร่วมงานที่ต่างได้ร่วมทุกข์ร่วมสุขฝ่าฟันปัญหาอุปสรรคสารพัดมาด้วยกันทั้งนั้น ต่างคนต่างมีหน้าที่ต้องรับผิดชอบซึ่งกันและกัน

ผ่านการผจญภัยครั้งนี้มาได้ก็ถือซะว่าเป็นประสบการณ์ที่ดีอีกครั้งหนึ่งของชีวิต และก็อย่างที่เคยได้บอกไว้แล้วครับว่า ผมเชื่อตามหนังสือที่ท่านอาจารย์หมอเทอดศักดิ์ เดชคง เขียนเอาไว้ “สิ่งใดเกิดขึ้นแล้ว ดีเสมอ..”

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: