ไหนๆ ก็มาอีสานกันแล้ว..ไปให้ถึงเวียงจันทร์..กันดีกว่า…

   

ต้นเดือนสิงหาคม 2553 ผมและน้องๆ ในแผนก ยังคงมีงานสำคัญที่จะต้องเดินทางไปจัดการแข่งขันทักษะมาตรวิทยาด้านมิติ ครั้งที่ 1 ประจำภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่จังหวัดขอนแก่น กันต่อครับ ไปคราวนี้ยังคงยึดตามกำหนดการเดียวกันกับเมื่อครั้งขึ้นไปจัดการแข่งขันที่ภาคเหนือ จังหวัดลำปาง ซึ่งเพิ่งผ่านมาเมื่อสองสัปดาห์ที่แล้วนี้เอง..

คณะเราออกเดินทางจากสำนักงานใหญ่ที่กรุงเทพฯ กันแต่เช้าตรู่ ไปเที่ยวนี้ไม่มีน้องผู้หญิงเดินทางไปด้วย มีก็แต่กลุ่มผู้ชายล้วนๆ รวม 11 คน และเดินทางโดยรถ 3 คัน พร้อมอุปกรณ์และเสื้อผ้า ที่ตั้งใจจะไปอยู่กันจนเสร็จสิ้นภาระกิจ 4 วัน 3 คืน เช่นเดิม..

แต่ใครจะรู้..เพราะการเดินทางเที่ยวนี้..กลับเป็นเที่ยวที่พวกเราได้มีโอกาสแวะทำบุญและเยี่ยมชมสถานที่สำคัญๆ พร้อมการผจญภัยกันอย่างสนุกที่สุด ตามภาพที่ได้ถ่ายเก็บไว้กันมาเลยครับ…  

ผมและน้องๆ หยุดแวะพักรถกันที่ “สวนท้าวสุรนารี ลำตะคอง” ที่นี่เป็นสวนสาธารณะแห่งใหม่ของจังหวัดนครราชสีมา ดูแลโดยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย อยู่ติดถนนใหญ่และเขื่อนลำตะคอง เป็นหนึ่งในแผนฟื้นฟูสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ ของโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำลำตะคอง และเป็นสวนป่ากึ่งรุกขชาติและพฤกษศาสตร์ รวมไม้หายากของภาคอีสาน 100 กว่าชนิด พร้อมบริเวณที่พักผ่อน สวนหย่อม ประติมากรรมพานบายศรี ทางเดินทางวิ่งและสวนสุขภาพ

เนื่องจากทริปนี้เราไม่ได้ผ่านเข้าสู่ตัวเมืองโคราช คณะของเราจึงตั้งใจที่จะมาสักการะอนุสาวรีย์ของท่านท้าวสุรนารี ณ สถานที่แห่งนี้แทน เพื่อเป็นสิริมงคลและขอให้ท่านช่วยคุ้มครองความปลอดภัยตลอดการเดินทาง 

เดินทางกันต่ออีกไม่นานก็ถึงวัดหลวงพ่อโต (วัดบ้านโนนกุ่ม) ซึ่งตั้งอยู่ริมถนนมิตรภาพ ในเขตอำเภอสีคิ้ว  ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่า คุณสรพงศ์ ชาตรี อดีตนักแสดงภาพยนตร์ที่มีชื่อเสียงเป็นผู้บูรณะและสร้าง องค์พระหลวงพ่อโต หรือสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) ที่ว่ากันว่าเป็นองค์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ให้พุทธศาสนิกชนที่ศรัทธา ได้กราบไหว้ นับถือ บูชากันโดยทั่วไป การมาครั้งนี้ที่สะดุดตาผมมากก็คือ องค์พระหลวงพ่อโต ที่ผมแวะเวียนมากราบไหว้บ่อยๆ ได้มีการลงรักปิดทองจากเดิมที่สีทั้งองค์เป็นสีดำ ตอนนี้ก็ได้กลายเป็นสีทองเหลืองอร่ามสวยงามแล้ว

พวกเราได้แยกย้ายกันทำบุญ และได้อาศัยราดหน้าหมูชาววังที่แสนอร่อยของที่นี่เป็นอาหารจานหลักสำหรับมื้อกลางวันในวันนี้ไปในตัวกันด้วย

   

ก่อนพ้นตัวจังหวัดนครราชสีมา พวกเราได้ผ่านเข้าสู่อำเภอพิมายจึงได้ชวนกันเลี้ยวรถเข้าไปแวะเยี่ยมชม “อุทยานประวัติศาสตร์พิมาย” ตามประวัติที่มีโอกาสได้ไปอ่านในส่วนพิพิธภัณฑ์จัดแสดง ทำให้ได้ทราบว่า “ปราสาทหินพิมาย” เป็นปราสาทขอมที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นราวพุทธศตวรรษที่ 16-17 ในสมัยของพระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 กษัตริย์แห่งอาณาจักรขอม ด้วยศิลปะแบบปาปวน เช่นเดียวกับปราสาทหินพนมวัน และปราสาทหินพนมรุ้ง แต่แตกต่างกันตรงที่ปราสาทหินพิมายจะหันหน้าไปยังทิศใต้คือประเทศเขมร หน้ากำแพงชั้นนอก ทางเดินเข้าสู่ปราสาทจะมีพลับพลา ซึ่งเป็นที่สำหรับจัดของสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ซึ่งเรียกกันว่า “คลังเงิน” นอกจากนั้นยังมี สะพานนาคราช ซุ้มประตู กำแพงแก้ว ฯลฯ ให้ที่งดงามให้ได้ชมและถ่ายรูปเก็บไว้เป็นที่ระลึกกันมากมาย หรือใครอยากได้ความรู้เพิ่มเติมก็แนะนำให้เข้าไปใช้บริการที่ศูนย์ข้อมูลประวัติศาสตร์อุทยานแห่งชาติพิมายที่ตั้งอยู่ใกล้กับบริเวณทางเข้าครับ

คณะเราเดินทางถึงสถานที่จัดการแข่งขันฯ คือ ที่สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงานภาค 6 ขอนแก่น กันในตอนเย็น หลังจากช่วยกันนำอุปกรณ์เครื่องมือและของใช้จำเป็นต่างๆ ลงจากรถเป็นที่เรียบร้อย ก็กลับเข้าเมืองไปเช็คอินเพื่อพักผ่อนกันที่โรงแรม

หลังอาหารค่ำ พวกเราชวนกันขับรถไปตระเวนชมเมืองขอนแก่นด้วยกัน ต้องบอกเลยว่าที่นี่ไม่ธรรมดาจริงๆ ห้างสรรพสินค้าเซนทรัลและโรบินสันขนาดใหญ่ เปิดไฟสว่างสวยงาม ถนนหนทางที่นี่ใหญ่โตมีรถสัญจรกันอย่างคับคั่ง คืนแรกเราจบทริปกันที่ “ร้านนม” ที่สั่งขนมปังมากินกันเต็มโต๊ะไปหมด ก่อนเข้านอนกันในช่วงเกือบๆ เที่ยงคืน

เช้าวันรุ่งขึ้น..พวกเราออกจากที่พักกันแต่เช้าตรู่ ต้องบอกว่าเวลามาทำงานต่างจังหวัดกันทีไร พวกเราเริ่มเวลาทำงานกันเร็วกว่าที่ต้องเข้าทำงานที่สำนักงานใหญ่เสียอีก อย่างเช่นวันนี้ เราเริ่มงานกันตั้งแต่ 7 โมงเช้า โดยในวันนี้ผมได้แยกตัวขอปั่นเจ้าร๊อกกี้ที่หอบหิ้วมาจากกรุงเทพฯ ด้วย มาในระยะทางไม่ไกล วัดได้ประมาณ 8 ก.ม. ได้ออกกำลังกายไปในตัวสนุกสุดยอดจริงๆ ครับ

ด้วยความโปรเฟสชั่นแนลของทีมงานทุกคน การตระเตรียมสถานที่และอุปกรณ์แข่งขันก็สำเร็จเสร็จสิ้นกันทั้งหมดในช่วงสายๆ ของวันนั้น เหลือเพียงเก็บรายละเอียดบางอย่าง ซึ่งต้องรอความพร้อมของเจ้าของสถานที่ที่ต้องจัดการเก็บรายละเอียดบางอย่างให้เสร็จเสียก่อน ทีมเราจึงตกลงที่จะกลับมาทำงานกันต่อในช่วงเย็นๆ อีกครั้งหนึ่ง

   

มื้อกลางวันของวันที่สองที่มาทำงานกันที่ขอนแก่น พวกเราไปนั่งกินส้มตำ ไก่ย่าง กันที่ อ.ภูเวียง ก็เขาว่าใครมาขอนแก่น ต้องมาเห็น “ไดโนเสาร์” เราก็เลยตั้งใจกันว่า เราจะมาเห็นได้โนเสาร์จริงๆ กับตา ด้วยกัน

   

แม้จะรู้สึกแปลกใจกับทุกๆ คน ที่ได้สอบถามถึงความน่าสนใจของที่นี่ ซึ่งทุกคนได้แต่แสดงสีหน้ายิ้มๆ แต่ด้วยความตั้งใจ พวกเราก็เราดั้นด้นกันมาถึง “อุทยานแห่งชาติภูเวียง” กันในช่วงบ่าย ตามประวัติที่อ่านได้จากป้ายของอุทยานทำให้ทราบว่า เมื่อปี พ.ศ. 2519 มีการสำรวจแหล่งแร่ยูเรเนียมในบริเวณอุทยานแห่งชาติภูเวียง ระหว่างการสำรวจนักธรณีวิทยาได้ ค้นพบซากกระดูกชิ้นหนึ่งเข้า และเมื่อส่งไปให้ผู้เชี่ยวชาญ ชาวฝรั่งเศสวิจัยผลปรากฏออกมาว่าเป็นกระดูก หัวเข่าข้างซ้ายของไดโนเสาร์ จากนั้นนักสำรวจ ก็ได้ทำการขุดค้นกันอย่างจริงจังเรื่อยมากระทั่งปัจจุบันบนยอดภูประตูตีหมา หลุมขุดค้นที่ 1 ได้พบฟอสซิลไดโนเสาร์กินพืชพันธุ์หนึ่ง มีลำตัวสูงใหญ่ประมาณ 15 เมตร หลังจากนั้นจึงได้มีการขุดค้นพบในหลุ่มอื่นๆ เพิ่มเติม พร้อมกับได้พบร่องรอยอารยธรรมและซากฟอสซิลอื่นๆ อีกมากมาย

แต่ประเด็นมันอยู่ที่การเตรียมความพร้อมของพวกเราต่างหาก ไม่มีใครได้เคยศึกษาหรือมีข้อมูลในการเข้าเยี่ยมชมอุทยานแห่งนี้กันมาก่อน เรียกว่ามาด้วยใจกันล้วนๆ น้ำท่าก็ไม่ได้มีใครเตรียมมา แล้วก็พากันเดินเท้าปีนภูเวียง ชื่นชมโครงกระดูกกันครบซะทุกหลุม ซึ่งกว่าจะลงมาถึงที่จอดรถกันได้ต้องบอกว่า “สุดยอด” และถ้าใครถามพวกเราว่าเป็นยังไงบ้าง พวกเราคงจะตอบเหมือนกันหมดว่า “ต้องมาดูให้ได้ ที่นี่สวยจริงๆ” อานิสงส์เลยไปตกอยู่กับร้าน 7-11 ในปั๊มน้ำมัน ที่พวกเราต่างคนต่างระดมทั้งอาหารและน้ำดื่มเข้าสู่ร่างกายกันอย่างไม่ลืมหูลืมตา ก็อย่างน้อยก็บอกใครต่อใครได้ล่ะว่า พวกเรา คือ “ผู้พิชิต..ภูเวียง”…

เรากลับมาทำงานกันจนเสร็จ ทุกอย่างพร้อมแล้วสำหรับการแข่งขันในวันพรุ่งนี้ สำหรับวันนี้ขอกลับไปนอนกันแต่หัวค่ำกันก่อน ร่างกายแต่ละคนมันบักโกรกจริงๆ..

   

การแข่งขันภาคตะวันออกเฉียงเหนือในครั้งนี้ มีน้องๆ จากวิทยาลัยเทคนิคทั่วทั้งภาคอีสานเข้าร่วมเป็นจำนวนมาก โดยมีท่านรองผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น ให้เกียรติมาเป็นประธานในพิธีเปิด และหลังการแข่งขันภาคทฤษฏีในช่วงเช้า ก็เข้าสู่การแข่งขันภาคปฏิบัติในช่วงบ่าย ก่อนที่จะได้ผู้ชนะลำดับที่ 1-3 ซึ่งเป็นตัวแทนเข้าสู่การแข่งขันในระดับประเทศต่อไป

   

หลังพิธีมอบรางวัล และพวกเราได้ช่วยกันเก็บอุปกรณ์การจัดการแข่งขันกันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ผมได้ขอตัวเพื่อไปเปลี่ยนชุดเครื่องแต่งกายและขอแยกตัวจากทีมที่กำลังจะกลับเข้าที่พัก พาเจ้าร๊อกกี้ปั่นเข้าไปชมตัวเมืองขอนแก่นในยามเย็นด้วยกัน โดยเริ่มตั้งแต่หน้าสถาบันฯ บริเวณทางเข้าสนามบิน ผ่านมหาวิทยาลัยของแก่น มุ่งหน้าเข้าสู่ศูนย์กลางตัวเมืองขอนแก่น

   

ลัดเลาะไปเรื่อยในที่สุดก็ได้เข้าสู่ตัวเมือง ผมปั่นผ่านศาลากลาง พิพิทธภัณฑ์ และสถานที่สำคัญทางราชการมากมาย ก่อนวกเข้ามาในจุดศูนย์กลางของเมือง ซึ่งต้องบอกว่าถนนที่นี่รถติดเป็นอย่างมาก ซึ่งถ้าดูจากภาพจะเห็นว่าแม้แต่รถมอเตอร์ไซค์ก็ยังไม่สามารถที่จะเดินทางฝ่าไปได้โดยง่ายเลย แต่ขอโทษครับ เจ้าร๊อกกี้มันเป็นจักรยาน มันก็เลยได้เฟี้ยวฟ้าวหลุดออกไปได้ สร้างความหมั่นไส้เล็กน้อยให้กับชาวบ้านชาวช่องแถวๆ นั้น

     

ปั่นมาได้ไม่นาน พี่ฝนก็ร้องครืนๆ แถมเริ่มตกลงพรำๆ ซะด้วย เลยต้องตัดสินใจที่จะกลับโรงแรมก่อนที่จะเละ ระหว่างทางผมปั่นมาหยุดรอขบวนรถไฟ ตรงเยื้องๆ กับแยกด้านหน้าห้างโรบินสัน ก็ตามภาพแหละครับ ได้บรรยากาศจริงๆ

   

ด้านฝั่งตรงข้ามกับห้างเซนทรัลจะเห็นกระติ๊บเงินใบใหญ่นี้ตั้งอยู่ และตัวห้างเองก็ยังไม่มืดพอเลยไม่ได้ถ่ายรูปแสงไฟสวยงามที่เป็นที่เรื่องลือ และสถานที่สำคัญอีกที่หนึ่งที่ผมมักจะต้องไปแวะเวลาที่ต้องไปพักค้างแรม ณ เมืองนั้นๆ ก็คือ “ศาลหลักเมือง” ในครั้งนี้ก็เช่นกัน ได้มีโอกาสแวะสักการะเพื่อความเป็นสิริมงคลแล้วก็รู้สึกสบายใจครับ

ผมกลับมาทานข้าวกับน้องๆ ในช่วงหัวค่ำ และมีการพูดคุยกันว่าในเที่ยวกลับระหว่างทางพวกเราจะไปแวะเที่ยวที่ไหนกันอีกดี และก็มีความเห็นหนึ่งบอกมาว่า พี่..ไหนๆ ก็มาแล้ว พวกเราไปเวียงจันทร์..กัน..โอ้..งานใหญ่เลยทีนี้

   

ตี 4 กว่าๆ พวกเราเก็บข้าวเก็บของขึ้นรถและเช็คเอ๊าท์ออกจากโรงแรมที่พักกัน ขับรถมุ่งหน้าผ่านจังหวัดอุดร..สู่จังหวัดหนองคาย และถึงจุดผ่านแดนในช่วงประมาณ 8 โมงเช้า หลังจากเสียเวลาทำใบผ่านแดน พวกเราก็ชวนกันเหมารถตู้ข้ามสะพานมิตรภาพไทย-ลาว มุ่งหน้าเข้าสู่เวียงจันทร์ กันจนได้

ที่จะแปลกก็คงเป็นถนนที่นี่ซึ่งกำหนดให้รถวิ่งคนละเลนกับที่บ้านเรา ทำให้ในบางครั้งพวกเราจะออกอาการงงๆ เวลา ขึ้นลงจากรถ เรียกเสียงหัวเราะกันได้ตลอดทาง

   

สถานที่แห่งแรกในเวียงจันทร์ที่พวกเราได้มีโอกาสแวะไปก็คือ “พระธาตุหลวง” หรือ “พระเจดีย์โลกะจุฬามณี” จากการที่ได้กลับมาค้นคว้าต่อทำให้ทราบว่า สถานที่แห่งนี้นับเป็นปูชนียสถานอันสำคัญยิ่งแห่งนครหลวงเวียงจันทน์ และเป็นศูนย์รวมใจของประชาชนชาวลาวทั่วประเทศ ตามตำนานกล่าวว่าพระธาตุหลวงมีประวัติการก่อสร้างนับพันปีเช่นเดียวกันพระธาตุพนมในประเทศไทย และปรากฏความเกี่ยวพันกับประวัติศาสตร์ของดินแดนทางฝั่งขวาแม่น้ำโขงอย่างแยกไม่ออก สถานที่นี้ถือได้ว่าเป็นสัญลักษณ์สำคัญอย่างของประเทศลาว ดังปรากฏว่าตราแผ่นดินของลาวที่ใช้อยู่ในปัจจุบันนี้มีรูปพระธาตุหลวงเป็นภาพประธานในดวงตราด้วย มีโอกาสได้ทำบุญ ถวายสักการะ และถ่ายรูปเก็บความงามสำหรับที่นี่กันพอสมควรครับ

   

ภาพซ้าย คือ ตั๋วที่พวกเราต้องเสียให้กับพิพิธภัณฑ์พระธาตุหลวง จะเห็นได้ว่ามีราคาอยู่ที่ 5,000 กีบ หรือจ่ายเป็นเงินบาทไทยก็ 20 บาท ครับ เดินออกมาด้านหน้าก่อนที่จะขึ้นรถ ผมไปสะดุดตาอยู่กับร้านขายขนมครกของที่นี่ ลองกินดูหน่อยเป็นไร ว่าแล้วก็สอบถามราคาและจ่ายเงินให้กับแม่ค้าไป 20 บาท ยังไม่ทันได้ลองกิน ก็มีฝรั่งสองคนทำท่าสนใจเข้ามาสอบถามแม่ค้า ปรากฎว่าพูดกันไม่รู้เรื่อง ว่าแล้วแววพระเอกหนังจากเมืองไทยก็ส่องมาที่ผมในทันที ผมบอกกับฝรั่งไปว่า 1 ชุด ที่เห็นเนี่ย ราคา 20 บาท ฝรั่งตอบกลับผมมาว่าเขาไม่มีเงินบาท มีแต่เงินกีบ..แป่ว..เลยต้องรีบกลับลำบอกกลับไปว่าถ้างั้นก็ 5,000 กีบ ครับ

ขนมครกที่นี่ชิ้นใหญ่กว่าบ้านเรามาก ไม่หวาน แต่เขามีน้ำตาลแถมมาให้ด้วย ไม่รู้นะครับ..โดยส่วนตัวผมว่าของบ้านเราหอม..หวาน..และมันกว่าเยอะเลย..

   

สถานที่แห่งที่สอง คือ อนุสาวรีย์ประตูชัย สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2512 เพื่อที่ระลึกถึงประชาชนชาวลาวที่เสียสละชีวิตในสงครามก่อนหน้าการปฏิวัติของพรรคคอมมิวนิสต์ ด้านบนนักท่องเที่ยวสามารถขึ้นไปชมทิวทัศน์ของนครเวียงจันทร์กันได้ด้วย แต่คณะเราไม่มีใครขึ้น มีแต่วิ่งกันแย่งขอสาวลาวที่ทำงานเป็นไกต์ ชื่อ “น้องเวียง” ถ่ายรูปกันอยู่บริเวณน้ำพุด้านหน้ากันอยู่นาน จนคณะทัวร์เขาต้องขอไกต์คืน

มองออกไปตรงข้ามฝั่งถนนด้านขวา ก็จะได้เห็น “สำนักงานนายกรัฐมนตรี ณ นครเวียงจันทร์” ตั้งตระหง่านอยู่

หิวแล้ว..เราขอให้คนขับรถตู้ช่วยพาคณะของเราไปหาอะไรอร่อยๆ ทานกัน แล้วก็ไปถึงร้านขาย “เฝอ” อาหารเวียดนามเจ้าดังของที่นี่ ดูจากในชามสิ มันช่างน่าอร่อยเสียจริงๆ เสียก็แต่ที่นี่คนส่วนใหญ่เขาจะทานเนื้อกัน ด้วยความหิวและตาลายจึงทำให้น้องๆ หลายๆ คนที่ไม่กินเนื้อต้องยอมกินแต่เส้นกับน้ำแล้วยกลูกชิ้นกับเนื้อแสนอร่อยให้กับคนอื่นๆ ไปแบบไม่มีทางเลือก อร่อยจริงๆ ครับ วิว..ในร้านก็แสนจะดี มีน้องๆ สาวๆ ชาวลาวมานั่งที่โต๊ะใกล้ๆ กันอยู่กลุ่มใหญ่ด้วย

   

อิ่มออกจากร้าน ก็มีน้องหลายๆ คนในคณะอยากจะซื้อ BB จากจีน..จากไต้หวันกัน แม้จะเตือนกันแล้ว ในที่สุดก็ได้กลับมาทั้งหมดกัน 3 เครื่อง ซึ่งล่าสุดไปแอบสืบทราบมาปรากฎว่ากลายเป็นนาฬิกาปลุกไปแล้ว 2 เครื่อง เสียดายเงินแทนจริงๆ ครับ

คณะเราเดินทางกันต่อไปที่ “พิพิธภัณฑ์หอพระแก้ว” ซึ่งก็ตามชื่อล่ะครับ สถานที่แห่งนี้เคยเป็นที่ประดิษฐาน พระแก้วมรกต หรือ พระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร ตั้งอยู่ที่นครหลวงเวียงจันทน์ ประเทศลาว ปัจจุบันเหลือเพียงพระแท่นที่ประดิษฐาน เพราะพระแก้วมรกตองค์ปัจจุบันได้รับการอัญเชิญลงมาประทับที่กรุงเทพมหานครในสมัยของสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี โดยสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก เป็นผู้อัญเชิญมา ตรงนี้อยากจะให้หลายๆ ท่านที่ตั้งใจจะเดินทางไปเที่ยวชมได้ศึกษาประวัติกันไปบ้างกันก่อนนะครับ เดี๋ยวสุ่มสี่สุ่มห้าไปถามเขาว่า ทำไมไม่เห็นมีพระแก้วเลย มันจะทำให้เกิดกระทบความรู้สึกของคนทางนั้นเขา เท่าที่ได้พูดคุยกับคนที่นั่น เขายังคงมีความเชื่อกันอยุ่ว่า วันหนึ่งองค์พระแก้วจะกลับมาประดิษฐาน ณ สถานที่แห่งนี้อีกครั้งหนึ่งครับ

   

ในส่วนของพิพิธภัณฑ์ นอกจากหลักศิลาจารึก บานประตูแกะสลักแล้ว ยังมีพระพุทธรูปศิลปะล้านช้างตั้งอยู่บริเวณระเบียงหอพระแก้วโดยรอบด้วย

   

สถานที่แห่งสุดท้ายที่พวกเราได้มีโอกาสไปสักการะก็คือ ที่ “วัดศรีเมือง” ภายในวัดศรีเมืองเป็นที่ตั้งของเสาหลักเมืองประจำนครเวียงจันทน์ จากการสอบถามผู้รู้ได้ความว่าสถานที่แห่งนี้ชาวลาวต่างเชื่อถือในความศักดิ์สิทธิ์กันเป็นอย่างมาก

ที่สุดท้ายก่อนกลับ พวกเราได้ไปเดินเล่นซื้อของฝากกันที่ร้านค้าปลอดภาษี บริเวณด่านมิตรภาพลาว-ไทย ก่อนข้ามกลับเข้ามาถึงฝั่งไทยในช่วงเวลาประมาณบ่าย 2 โมง และเดินทางกลับถึงกรุงเทพฯ กันอย่างสวัสดิภาพในช่วงหัวค่ำของวันเดียวกัน

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: