ลำปาง..ขาวมาก…

   

ปลายเดือนกรกฎาคม 2553 ที่ผ่านมา ผมและน้องๆ ในแผนก รวมทั้งเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนอีกหลายหน่วยงาน ได้เดินทางขึ้นไปจัดการแข่งขันทักษะมาตรวิทยาด้านมิติ ครั้งที่ 1 สำหรับภาคเหนือ ด้วยกัน และการเดินทางขึ้นไปคราวนี้..คณะของผมก็ยังคงยึดคอนเซปเดิม นั่นก็คือคำว่า.. “ไหนๆ ก็มากันแล้ว..” และไหนๆ ก็มากันแล้วในครั้งนี้ นับเป็นครั้งแรกในชีวิตของผมซะด้วย..ที่มีโอกาสได้มาศึกษาดูชีวิตความเป็นอยู่ตลอดจนเยี่ยมชมสถานที่สำคัญๆ ของชาวจังหวัดลำปาง ..

       

หลังจากเสร็จภาระกิจหน้าที่การงาน ทานข้าวเย็น และเช็คอินที่โรงแรมเรียบร้อยแล้ว ผมก็ชวนเจ้าร๊อคกี้ที่หอบหิ้วเอามาจากบ้านด้วย ปั่นออกไปชื่นชมความงดงามในตัวเมืองลำปางด้วยกัน และก็เป็นไปตามสไตล์..ที่ไม่เคยมีการวางแผนเส้นทาง ใช้วิธีปั่นมันไปเรื่อยๆ เจอที่ไหนสวยๆ ก็ถ่ายรูปเก็บไว้ อย่างภาพที่บันทึกไว้ก็เป็นหอนาฬิกาในยามค่ำคืน และน้ำพุสวยๆ หน้าอาคารเทศบาลนครลำปาง ปั่นวนไปวนมาอยู่รอบๆ เมืองอย่างนั้นกระทั่งดึก ก่อนจะชวนกันกลับมาอาบน้ำนอนด้วยความเบิกบาน.. 

   

ด้วยความเคยชิน ผมลุกขึ้นมาอีกครั้งตอนตี 5 ของวันใหม่ ด้วยใจมันยังอยากจะออกไปปั่นสำรวจเส้นทางต่อ ก็เลยเป็นกรรมของเจ้าร๊อกกี้ที่ถูกผมเดินไปปลุกให้ออกไปด้วยกันอีกครั้งแต่เช้ามืด ผมปั่นออกจากโรงแรมมาข้ามสะพานพัฒนาภาคเหนือ เทศบาลนครลำปาง แล้วก็ไปมันเรื่อยๆ กระทั่งไปหยุดอยู่ที่กำแพงประตูม้าเมืองเขลางค์นคร อ่านจากป้ายที่มีแสงไฟอยู่น้อยมากตรงนั้นได้ความตามตำนานว่า ถูกสร้างมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 1223 โน่นเลยทีเดียว..

ไม่นานท้องฟ้าก็เริ่มสว่างขึ้น..ตามถนนสายลำปางแจ้ห่ม..เงยหน้าไปเห็นมีคนปั่นจักรยานออกกำลังกายอยู่ไกลๆ ก็เลยรีบเร่งสปีดเข้าไปใกล้ๆ ก่อนจะได้ทำความรู้จักกับคุณอาณรงค์ฯ ผู้ใหญ่ใจดี ที่ยอมเป็นเพื่อนพูดคุยบอกเล่าทั้งประวัติ เรื่องส่วนตัว และแนะนำเส้นทางตลอดจนสถานที่ที่น่าสนใจให้ผมอย่างครบถ้วนตลอดระยะทางร่วม 10 ก.ม. ก่อนที่ผมจะขอตัวแยกไปแวะชมสถานที่ต่างๆ ตามที่ได้รับคำแนะนำ..  

   

ผมเลี้ยวรถจักรยานเข้าไปที่วัดเจดีย์ซาวหลัง (พระอารามหลวง) ที่นี่เป็นวัดใหญ่อยู่กลางทุ่งนา บริเวณวัด ร่มรื่นเต็มไปด้วยต้นไม้ใหญ่ คำว่า “ซาว” แปลว่า ยี่สิบ”หลัง” แปลว่า องค์ วัดเจดีย์ซาวหลัง ก็แปลได้ว่า วัดที่มีเจดีย์ 20 องค์ วัดนี้มาสืบค้นประวัติดูเป็นปูชนียสถานที่สำคัญของจังหวัดลำปาง สร้างมาตั้งแต่สมัยโบราณ ทรงคุณค่าทั้งทางด้านประวัติศาสตร์และโบราณวัตถุจากหลักฐานการขุดพบพระเครื่องสมัยหริภุญชัย..โน่นเลยทีเดียว..

สองข้างทางมีอีกสิ่งหนึ่งที่รู้สึกชอบเป็นการส่วนตัว นั่นก็คือการแวะชมบ้านเรือนที่มีความสวยงามตามธรรมชาติของท้องถิ่นนั้นๆ แตกต่างกันไป.. 

   

ข้ามถนนกลับมาไม่ไกลนัก ผมก็มาถึงสำนักสุสานไตรลักษณ์ ซึ่งที่นี่อดีตเป็นสถานปฏิบัติธรรม รวมทั้งยังเป็นสถานที่สักการะธาตุขันธ์ ของหลวงหลวงพ่อเกษม เขมโก ด้วยครับ ผมเคยได้ยินมาว่าใครที่ได้มาลำปางต้องหาโอกาสมากราบสักการะหลวงพ่อสักครั้งหนึ่ง และผมก็ได้มีโอกาสนั้นด้วยความเป็นศิริมงคลกับตัวเองและครอบครัวครับ..

     

เริ่มจะสายแล้ว..ผมปั่นรถกลับมาทางเดิม..หลงบ้าง..แต่ก็หาทางกลับมาจนได้ ได้เห็นสถานีรถม้า วงเวียนไก่ ก่อนจะมาถึงหอนาฬิกาแล้วเลี้ยวรถเข้าโรงแรม เก็บจักรยานขึ้นเจ้าจัมโบ้ อาบน้ำแต่งตัว ลงมาทานอาหารเช้า ก่อนรวมตัวกับน้องๆ เพื่อออกเดินทางต่อตามแผนการที่วางกันเอาไว้..

     

ช่วงเช้า..คณะเราไปแวะไหว้พระและชมความงดงามของสถาปัตยกรรมภาคเหนือกันที่วัดปงสนุก ตามประวัติจากป้ายด้านหน้าบอกว่า วัดนี้..เป็นวัดที่เก่าแก่มากอีกแห่งหนึ่งของเมืองลำปาง สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นร่วมสมัยพระเจ้าอนันตยศเสด็จมาทรงสร้างเมืองเขลางค์นคร เมื่อ พ.ศ. 1223..

    

ด้วยความศรัทธา..ผมชวนน้องๆ กลับมาที่สุสานไตรลักษณ์อีกครั้งหนึ่ง โดยผมได้แยกออกมาชมกุฏิของหลวงพ่อที่อยู่ทางด้านหลัง มองเข้าไปด้านในมีการจำลองบรรยากาศและหุ่นขี้ผึ่งของหลวงพ่ออยู่ภายใน รอบๆ เต็มไปด้วยสุภาษิตเตือนใจที่แฝงธรรมะมากมายที่หลวงพ่อได้เคยเขียนเอาไว้..

      

สำหรับสถานที่ไฮไลท์ในการมาทำงานที่ลำปาง..คงไม่พ้นที่ “วัดพระธาตุลำปางหลวง” ใครที่ยังไม่เคยมาสัมผัสก็อยากชักชวนให้ได้มาชมความงดงามของที่นี่กันครับ อย่างน้อยครั้งหนึ่งในชีวิตก็ยังดี..

ว่าแล้วหันไปพึ่งวิกิพีเดียหน่อยละกัน..สำหรับข้อมูล..

“วัดพระธาตุลำปางหลวง” ตั้งอยู่ในเขตตำบลลำปางหลวง อำเภอเกาะคา จังหวัดลำปาง อยู่ห่างจากตัวเมืองลำปางไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ประมาณ 18 กิโลเมตร ตัววัดตั้งอยู่บนเนินสูง มีการจัดวางผัง และส่วนประกอบของวัดสมบูรณ์แบบที่สุด มีสิ่งก่อสร้าง และสถาปัตยกรรมต่าง ๆ บริเวณพุทธาวาสประกอบด้วย องค์พระธาตุลำปางหลวง เป็นประธาน มีบันไดนาคนำขึ้นไปสู่ซุ้มประตูโขง ถัดซุ้มประตูโขงขึ้นไปเป็น วิหารหลวง บริเวณทิศเหนือขององค์พระธาตุมีวิหารบริวารตั้งอยู่คือ วิหารน้ำแต้ม และ วิหารต้นแก้ว ด้านตะวันตกขององค์พระธาตุประกอบด้วย วิหารละโว้ และ หอพระพุทธบาท ด้านใต้มี วิหารพระพุทธ และ อุโบสถ ทั้งหมดนี้จะแวดล้อมด้วยแนวกำแพงแก้วทั้งสี่ด้าน นอกกำแพงแก้วด้านใต้มีประตูที่จะนำไปสู่เขตสังฆาวาส ซึ่งประกอบด้วยอาคาร หอพระไตรปิฎก กุฏิประดิษฐาน พระแก้วดอนเต้า อาคารพิพิธภัณฑ์และกุฏิสงฆ์..

จริงๆ สำหรับที่นี่แล้วผมถ่ายรูปมาเยอะมากๆ แต่คงเอามาลงแค่ 3 ภาพแรก และ 3 ภาพสุดท้ายของกระทู้นี้เท่านั้นครับ..

งานวันนี้เสร็จเร็วเกินคาด เย็นๆ ผมเลยได้มีโอกาสชวนเจ้าร๊อคกี้ออกไปซึมซับบรรยากาศเพื่อเป็นการสั่งลาด้วยกันอีกรอบ..

วันรุ่งขึ้น..พวกเราช่วยกันจัดการภาระกิจสำคัญจบลงไปด้วยความสำเร็จอีกครั้ง..และตัดสินใจเดินทางต่อไปจบทริปนี้กันที่จังหวัดเชียงใหม่ ก่อนจะเดินทางกลับกรุงเทพฯด้วยความเหน็ดเหนื่อยอย่างสาหัสในวันต่อมา..

แล้วมันเกี่ยวอะไรกับ “ลำปาง..ขาวมาก” ก็ใครๆ ต่อใครชอบพูดกันมาก..ว่า.. “ลำปาง..หนาวมาก..” แต่การมาในครั้งนี้ของผมมันกลับผิดฤดูไปหน่อย..คือไม่หนาว ไม่ร้อน แถมมีฝนตกพรำๆ อยู่ตลอดเวลา ส่วนในนัยยะสำคัญของคำว่า “ขาวมาก..” ของผม..ผมแค่อยากบอกว่า..ที่นี่.. “เป็นเมืองที่บริสุทธิ์ สวยงาม และตระกาลตาจริงๆ” ครับ..

ขอบคุณข้อมูลจาก วิกิพีเดียสารานุกรมเสรี : วัดพระธาตุลำปางหลวง

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: