บทไว้อาลัย..”น้าด่อง”…

เป็นความตั้งใจของผมที่จะเขียนบันทึกพรรณนาความรู้สึกต่างๆ เพื่อเก็บไว้เป็นอนุสรณ์ในการจากไปของน้าด่อง..คุณปนัดดา วิเทศวิทยานุศาสตร์ น้าสาวคนเล็กของผม ซึ่งเสียชีวิตจากโรคไตวายจากโรคเบาหวาน ไปเมื่อช่วงเย็นของวันอังคารที่ 27 กรกฏาคม 2553 ที่ผ่านมา..

แต่ความคิดของผมได้เปลี่ยนไปภายหลังจากที่ตุลย์..น้องชายของผม ผู้รับอาสาทำหน้าที่เขียนและอ่านบทไว้อาลัยให้กับ “น้าด่อง” ในระหว่างพิธีฌาปนกิจ ณ เมรุหลัง วัดธาตุทอง เมื่อช่วงเย็นของวันเสาร์ที่ 31 กรกฎาคม 2553 ..

เพราะผมเชื่อว่าไม่มีบทความไว้อาลัยใดๆ อีกแล้ว ที่จะมีค่าเท่ากับบทความไว้อาลัย ที่ตุลย์..ตั้งใจที่จะเขียนและอ่านให้กับน้าด่อง..ในวันนั้น ดังนั้นผมจึงเลือกที่จะไม่เขียนแต่ได้ขอบทความไว้อาลัย “น้าด่อง” จากตุลย์ มาบันทึกไว้ในหน้านี้แทน..ดังนี้ครับ…

บทไว้อาลัย “น้าด่อง”

กราบเรียนแขกผู้มีเกียรติ ญาติ มิตรทุกท่าน ผู้ให้เกียรติมาร่วมงานฌาปนกิจศพ คุณปนัดดา วิเทศวิทยานุศาสตร์ หรือ น้าด่องของกระผม ในวันนี้

โดยทั่วไปในงานศพนั้น เรามักจะพูดคุยกันในเรื่องราวการเจ็บ และจากไปของผู้วายชนม์ ซึ่งผมเห็นว่าเราได้มีการพูดกันมาพอสมควรแล้วในหลายวันที่ผ่านมา ดังนั้นในโอกาสนี้ ผมขอกล่าวบทรำลึกถึงการดำรงชีวิตอยู่ของน้าด่อง ผู้เป็นที่รัก ของพวกเราทุกคน

เมื่อ 2 วันก่อนนี้ น้องนี ภรรยาของผม ได้กล่าวกับผมว่า เธอรู้สึกว่าน้าด่องไม่ได้ไปไหน แต่ยังอยู่กับพวกเราทุกคนเหมือนเดิม ผมได้พิจารณาแล้วก็เห็นจริงตามนั้น เพราะว่า น้าด่องนั้นจากไปแต่ร่างกาย แต่คุณธรรม และความดีที่ปฏิบัติ สั่งสมมานั้น ยังคงอยู่ ให้พวกเราได้รำลึกนึกถึงได้เสมอ กล่าวได้ว่า น้าด่องนั้นเป็นผู้มี “เนื้อนาบุญ” หลายประการ ในที่นี้นั้นผมจะขอกล่าวถึงสัก 3 ประการ เพื่อให้พวกเราได้ร่วมระลึกถึง

ประการแรก น้าด่องเป็นผู้มีกตัญญูกตเวทิตาธรรมอย่างยิ่ง    กตัญญูกตเวทิตาธรรม แสดงถึงความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลที่ให้ความอุปการะ ที่เรียกว่า”บุพการีชน” กับบุคคลที่รับความอุปการะ ที่เรียกว่า “กตัญญูกตเวทีชน”  น้าด่องเป็นผู้มีความกตัญญู กล่าวคือ เป็นผู้ระลึกถึงบุญคุณที่บุพพการีชนได้กระทำต่อตนอยู่เสมอ และยังมีความ กตเวที กล่าวคือ คอยหมั่นปฏิบัติ ดูแล ตอบแทนบุญคุณ ท่านผู้เป็นบุพการีชนของตนทั้งในยามที่ท่านมีชีวิตอยู่ ในยามเจ็บป่วย และในวาระสุดท้ายของชีวิต ในครั้งที่คุณตา สมประสงค์ หรือ “ป๋า” ที่ลูก หลาน เรียกกันนั้น ได้เสียชีวิต น้าด่อง เป็นบุคคลหนึ่งที่ได้ให้การปฏิบัติดูแลท่าน ณ เวลานั้น    เช่นเดียวกันกับในวันที่คุณยาย กฤษณา สิ้นชีวิต ก็เช่นกัน อาจกล่าวได้ว่า คุณยายสิ้นชีวิตในอ้อมกอด และการดูแลของน้าด่อง ด้วยว่าความตายนั้นเป็นสิ่งที่ไม่สามารถกำหนดได้อย่างชัดเจนว่าจะเป็นที่ใด เมื่อใด เวลาใด ดังนั้นการที่บุตรธิดา ได้อยู่ดูแลบุพการีจนลมหายใจสุดท้ายของชีวิตนั้น ถือว่าเป็นบุญอย่างยิ่ง  และไม่เพียงแต่ความกตเวทิตา ต่อบิดา มารดา แต่เพียงเท่านั้น น้าด่องยังให้ความห่วงใย เอาใจใส่ และดูแล บุพการีชน อันได้แก่ ผู้เป็นญาติซึ่งอาวุโสกว่า ทุก ๆ ท่าน ด้วยความจริงใจ ทั้งในยามแข็งแรง และในยามเจ็บไข้

ประการที่สอง น้าด่องเป็นผู้มีพรหมวิหาร 4  กล่าวคือ ตลอดชีวิตของน้าด่อง เป็นผู้มี “เมตตา”  ปรารถนาให้ผู้อื่นมีความสุข จนอาจกล่าวได้ว่า ความสุขของตัวน้าด่องเอง คือการได้รับรู้ว่าผู้อื่นมีความสุขทั้งกาย และใจ   ตลอดชีวิตนั้นน้าด่องจะคอยสอบถามสารทุกข์ สุขดิบ คอยอวยพรให้กับญาติ มิตร ลูกหลาน เสมอ  ในด้านความ “กรุณา” กล่าวได้ว่าน้าด่องมีจิตประสงค์อย่างยิ่งในการมุ่งหวัง และกระทำให้ผู้อื่นพ้นทุกข์ ผู้ที่ใกล้ชิดกับน้าด่องจะทราบว่า หากใครเจ็บป่วย บาดเจ็บอะไร ตั้งแต่ปวดหัว เป็นไข้ ปวดท้อง เป็นแผล น้าด่องจะคอยจัดหาหยูกยา รักษาบรรเทา และจัดหาเครื่องบริโภค บำรุงร่างกายให้ตลอดเวลา แม้ว่าน้าด่องเองจะเจ็บป่วยด้วยโรคภัยประจำตัว แต่ก็ยังมีความกรุณาในด้านการดูแลรักษาให้กับผู้อื่นเสมอมา   เปรียบได้ว่าน้าด่องเป็นพยาบาลประจำครอบครัว  ในด้าน “มุทิตา”  เราทุกคนในครอบครัวทราบดีว่า   ไม่ว่าใครในครอบครัวจะมีเรื่องน่ายินดีอะไรก็ตาม น้าด่องจะเป็นผู้ที่คอยส่งข่าวสารการร่วมยินดีในเรื่องดังกล่าวให้ทุกคนทราบโดยเร็วที่สุด ไม่ว่าจะอยู่เหนือสุด หรือใต้สุดของประเทศ น้าด่องก็จะส่งข่าวสารพร้อมความยินดีไปให้ในทันที งานบุญ ต่าง ๆ ทั้งไกล ใกล้ หากน้าด่องมีเรี่ยวแรงพอที่จะไปร่วมได้ เธอจะไปร่วมโดยไม่ขาด แม้ว่าร่างกายจะทรุดโทรมจากโรคภัยในบางครั้ง และหากเธอไปร่วมไม่ได้ เธอก็จะ “ฝากอนุโมทนาบุญ” ไปด้วยทุกครั้ง ผม และภรรยานั้น จะซื้อปลาจากแผงปลา ไปปล่อยทุกวันพระใหญ่  เมื่อใกล้วัน น้าด่องจะคอยฝากร่วมทำบุญในการปล่อยปลาทุกครั้งไม่ขาด   ในด้าน “อุเบกขา” ผมได้พบเห็นมาด้วยตนเองว่าน้าด่องเป็นผู้มีความปล่อยวางใจเป็นกลางต่อเรื่องต่าง ๆ  และมีความเชื่อว่าสัตว์โลกเป็นไปตามกรรมดี และกรรมชั่ว ทำให้น้าด่องสามารถปล่อยวางต่อสิ่งที่เกิดขึ้น พบเห็น ผ่านมา และผ่านไป ในชีวิตได้เป็นอย่างดี

ประการที่ 3 น้าด่องเป็นผู้ให้ความสนใจต่อการศึกษาทั้งทางธรรม และทางโลก ในทางธรรมนั้น อาจกล่าวได้ว่าน้าด่องได้ประพฤติ และปฏิบัติตามหลักไตรสิกขา ตลอดชีวิต กล่าวคือ รักษาศีล โดยการคิดดี พูดดี และทำดี กับทุก ๆ คน ดำเนินชีวิตโดยสุจริตกับทุก ๆ คน  เราจะไม่เคยเห็นว่าน้าด่องแอบนินทาใครลับหลัง พูดถึงใครในทางมุ่งร้าย น้าด่องจึงมีแต่ญาติ และมิตร ไม่เคยมีศัตรูเลยสักคนเดียว ไม่ต้องกลัวต่อการลงโทษ ไม่สะดุ้งระแวงต่อการประทุษร้ายของคู่เวร ไม่หวาดหวั่นเสียวใจต่อเสียงตำหนิหรือความรู้สึกไม่ยอมรับของสังคม และไม่มีความฟุ้งซ่านวุ่นวายใจ จิตใจก็เอิบอิ่ม ชื่นบานเป็นสุข ปลอดโปร่ง สงบ และแน่วแน่ มุ่งไปกับสิ่งที่คิด คำที่พูดและการที่ทำ เกิดเป็น สมาธิ สมาธิของน้าด่องนั้นแสดงออกมาขณะที่ทำกิจกรรมที่ชอบบางอย่าง เช่น การทำขนม การขีดเขียนทางศิลปะ และบทความต่าง ๆ ที่ผู้ใกล้ชิดจะพบเห็น สัมผัสได้อยู่เสมอ น้าด่องนั้นได้เรียนรู้วิชาการทำขนมมาจากคุณยายกฤษณา อันที่จริงแล้วอาจกล่าวได้ว่า ลูกหลานในครอบครัวของเรา ได้รับยีนส์ด้านการทำอาหารมาจากบุพการี สำหรับยีนส์ของน้าด่องนั้น ผมเห็นว่าจะเป็นรสชาติขนมที่บริสุทธิ์ และกลมกล่อม ยกตัวอย่างการทำขนมบัวลอย หากผู้ทำขาดศีล และสมาธิแล้ว คงมีเพียงแต่แป้ง และไข่เท่านั้นที่ลอย แต่ขนมบัวลอยที่น้าด่องทำนั้น หากเราสัมผัสด้วยจิตใจ มิใช่แค่การรับรู้ทางรส เราจะรับรู้ได้ว่าไม่เพียงแต่ชื่อขนมที่ลอยได้ แต่จิตใจที่บริสุทธิ์ของน้าด่องนั่นเองที่เชิดชูคุณค่า และรสชาติของขนมให้กลมกล่อม หรือกล่าวได้ว่าตัวของน้าด่องนั่นเองที่เป็น “บัวลอย”

ในด้าน ปัญญา นั้น ผมประจักต์แจ้งอย่างแน่แท้ ว่าในช่วงวาระสุดท้ายของชีวิตน้าด่องนั้น มีความสงบนิ่ง ผ่องใส เข้าใจ และเตรียมพร้อมถึงการสิ้นสุดไปของสังขาร โดยไม่ยึดมั่น และถือมั่น ผมเชื่อว่าหลาย ๆ ท่านในที่นี้ที่ได้เคยใกล้ชิดกับน้าด่องในช่วงสุดท้าย คงจะได้รับฟังมาด้วยตนเองแล้วว่าน้าด่องนั้นได้เตรียมใจพร้อม ต่อการจากไปของตนเองมาสักระยะหนึ่งแล้ว

ด้านการศึกษาทางโลกนั้น อยากฝากไว้ถึงญาติ มิตร และ ลูก หลาน ให้ระลึกถึงน้าด่องไว้เป็นแบบอย่าง ด้วยว่าการศึกษานั้นไม่จำเป็นต้องเล่าเรียนเขียนอ่านแต่ในสถานศึกษาเท่านั้น โดยอุปนิสัยของน้าด่องเป็นผู้ชอบอ่านหนังสือมาตั้งแต่เด็ก ไม่ว่าจะเป็นหนังสือประวัติศาสตร์ นิยาย อัตชีวประวัติ ต่าง ๆ โดยเฉพาะหนังสือของมรว.คึกฤทธิ์ ปราโมทย์ นั้นน้าด่องจะชอบอ่านเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะเรื่อง “หลายชีวิต” ผมเองได้มีโอกาสยืมหนังสือเหล่านั้นมาอ่านหลายครั้ง และมีความประทับใจไม่ต่างกัน หนังสือเป็นสิ่งที่จรรโลงปัญญา และวิญญาณเราให้สูงขึ้นผ่านทางการอ่าน และการทำความเข้าใจ ตระหนักได้ ด้วยตัวของเราเอง นอกจากหนังสือแล้วในยามที่ดวงตาเริ่มมีปัญหา น้าด่องได้ศึกษาทางโลกผ่านทางการดู และการฟัง จากโทรทัศน์ และวิทยุ น้าด่องจะติดตามข่าวสารต่าง ๆ อยู่เสมอ ทั้งด้านสาระ การเมือง บันเทิง กีฬา ไม่เพียงแค่รับรู้รับฟัง แต่น้าด่องจะพยายามสอบถามหาความรู้เพิ่มเติม ถึงที่มา-ที่ไป เพื่อวิเคราะห์เรื่องราว เช่น หากน้าด่องได้รับฟัง ข่าวสาร หรือ ดูหนัง ดูสารคดี ในเรื่องเกี่ยวกับประวัติศาสตร์โลก อารยธรรม สิ่งแวดล้อม หรือ การเมืองไทย บ่อยครั้งน้าด่องจะมาพูดคุยด้วยกับผม ทำให้ผมซึ่งได้ศึกษาในด้านเหล่านี้มาบ้างตามสมควร ได้มีโอกาสอภิปราย แลกเปลี่ยนความเห็นกับน้าด่องอยู่บ่อยครั้ง หลายครั้งผมก็ต้องไปทำการบ้านศึกษาเพิ่มเติมมา เพื่อจะให้ข้อมูลที่ถูกต้องได้

ในด้านกีฬา ผมจำได้ว่าในสมัยที่ผมยังเด็ก ไม่ว่าหลาน ๆ จะเล่นกีฬาอะไร น้าด่องก็จะคอยดูแล และไปเล่นกับเราด้วย เมื่อไปเที่ยวน้ำตก น้าด่องจะแสดงความสามารถในการนอนลอยตัวบนน้ำได้โดยไม่ต้องขยับตัว จนบางครั้งนักท่องเที่ยวพากันเข้าใจไปว่าเป็นอิทธิปาฏิหาริย์ต่าง ๆ นา ๆ

เมื่อเริ่มเจ็บป่วย และไม่สามารถเล่นกีฬาได้ น้าด่องก็ได้ผันตัวเองมาเป็นผู้ชม และวิเคราะห์ วิจารณ์กีฬา จนกล่าวได้ว่าน้าด่องมีความแตกฉานในกีฬาหลายประเภท โดยเฉพาะฟุตบอล และเทนนิส พอ ๆ กับนักวิจารณ์กีฬามืออาชีพ น้าด่องนั้น เท่าที่ผมจำได้ ไม่เคยได้มีโอกาสเดินทางไปต่างประเทศ หรือแม้แต่ในประเทศเพื่อชมฟุตบอล หรือ เทนนิสระดับอาชีพแข่งขันกันในสเตเดี้ยมจริง ๆ ได้แต่ชมผ่านทางโทรทัศน์ แต่เมื่อ 2 วันก่อนนี้ น้าอู๊ด ราเชนทร์ ได้บอกกับผมว่า ตั้งแต่นี้ไปน้าด่องจะสามารถไปชมฟุตบอล และเทนนิส ในแมตช์ที่ชอบได้ทุกแมตช์ ไม่ว่าจะแข่งกันที่เมือง ลิเวอร์พูล ลอนดอน ปารีส โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ใน”เยอรมัน” ซึ่งเป็นทีมโปรด ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งกับน้าอู๊ด และคิดว่าน้าด่องคงจะมีความสุขมากเมื่อได้เชียร์ทีมโปรดที่สนาม โดยไม่ต้องทนนอนดึกเพียงเพื่อได้ดูผ่านทางจอโทรทัศน์เหมือนที่ผ่านมาอีกต่อไป

เรื่องราว และคุณความดีในการดำเนินชีวิตของน้าด่องนั้น ยังมีอีกมาก ไม่อาจกล่าวได้หมดในที่นี้   ผมเชื่อมั่นเป็นอย่างยิ่งว่า ทุกครั้งที่เราระลึกถึงน้าด่อง เราจะระลึกถึงคุณความดีทั้งหลายของน้าด่องที่สถิตอยู่ ซึ่งหลาย ๆ เรื่อง หากเราสามารถนำมาปฏิบัติได้ ก็จะทำให้ชีวิตของเราถึงพร้อม และเป็นสุขทั้งกาย และใจ ยิ่งขึ้น

สุดท้ายนี้ หากน้าด่องยังมีชีวิตอยู่ เธอคงจะขออธิษฐาน อาราธนาอำนาจคุณพระศรีรัตนตรัย และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ทั้งหลายในสากลโลก คุ้มครองท่านทั้งหลายให้มีสุขภาพแข็งแรง ปราศจากโรคภัย อโรคยา ปรมา ลาภา

ขอดวงวิญญาณของน้าด่องจงประสพแต่ความสุขสงบในสัมปรายภพ ด้วยแรงบุญที่น้าด่องได้สั่งสมมาทุกประการ เทอญ

ด้วยความรัก และระลึกถึง

Advertisements

5 ความเห็น »

  1. hajimefuruto said

    ไอ้ต้นเป็นเพื่อนสนิทผมตั้งแต่ครั้งประถม….ตอนเด็กๆบ้านต้นเปิดเป็นร้านอาหารในหมู่บ้าน…เป็นร้านที่อาหารอร่อยมาก….หลายๆครั้งอิจฉาต้นมันที่ได้กินอาหารอร่อยๆทุกมื้อ……ก็เหมือนเป็นกิจการเล็กๆในครอบครัวนี่แหละ…ไอ้คนทำอาหารก็ไม่ใช่ใคร…..ไม่แม่ของไอ้ต้น…ก็เป็นน้าด่อง….

    จำได้ว่าทุกๆครั้งที่ไปเยี่ยมต้นหรือไปให้มันช่วยทำงานให้…ไม่ว่าจะเป็นสมัยประถม…มัธยม…หรือมหาลัย’ น้าด่องจะคอยกุลีกุจอจัดหาอาหารอร่อยๆมาให้พวกเราทานเสมอ……ไม่ใช่เพราะที่บ้านเป็นร้าอาหาร…..แต่เพราะน้าด่องแกเป็นคนมีน้ำใจ….ถึงอยากจะกินอาหารอร่อยๆทุกๆครั้งที่ไปบ้านไอ้ต้น……แต่ผมก็อดเกรงใจบ้านต้นไม่ได้จริงๆ…..หลายๆครั้งผมจึงต้องเข้าไปช่วยล้างจานในครัวบ้าง….ไม่ใช่เป็นการตอบแทนหรอก…..แค่ไปทำความสะอาดจานที่ตัวเองกินเอาไว้……เราไม่ควรปล่อยให้ภาระนี้ต้องตกไปอยู่ในมือของคนอื่นอีก…..เพราะทุกๆครั้งที่กินข้าวบ้านต้น……ด้วยความที่ผมเป็นคนกินจุอยู่แล้ว…มันจึงเสมือนกับการกินแบบล้างผลาญเอามากๆ

    ในยามปกติที่ไม่ต้องพึ่งพาความช่วยเหลือจากเพื่อนต้น…..น้าด่องมักจะถามต้นเสมอว่า….ยมไม่มาเหรอ…..เล็ก (หัวหน้าวง) ไม่มาเหรอ….ผมเพิ่งได้ข่าวจากไอ้ต้นเมื่อสองสามวันก่อนว่าน้าด่องป่วยหนัก…..ไตวายจากโรคเบาหวานแล้ว…..ผมคิดในใจว่า….น้าด่องช่วยอดทนอีกนิดนะครับ……เดี๋ยวเสร็จงานวันพุธนี้แล้วผมจะรีบเข้าไปเยี่ยม……เป็นความเห็นแก่ตัวของผมหรือเปล่า….ที่อยากให้น้าด่องอยู่นานขนาดนั้น…ทั้งๆที่ผมรู้ทั้งรู้ว่าแกคงทรมานจากโรคแทรกซ้อนมากมายมหาศาล……

    เพิ่งจบการสนทนากับต้นเมื่อกี๊นี้……ต้นบอกว่าน้าด่องไปไปสบายแล้ว…..ในความคิดของผม…..แกคงไม่ต้องทนทรมานกับโรคภัยอีกต่อไป…..และการเขียนถึงน้าด่องเป็นสิ่งเดียวที่ผมทำได้ดีที่สุดในตอนนี้…ในขณะที่กำลังหวดงานส่งคุณลูกค้าด้วยใจที่ห่อเหี่ยว……

    สิ่งที่ผมอยากจะพูดกับน้าด่องแต่คงไม่มีโอกาสจะได้พูด….น้าด่องไม่ต้องห่วงคนทางบ้านนะครับ……ไอ้ต้นกับตูนมันโตแล้ว….ดูแลตัวเองได้แล้ว……

    แล้วผมจะคิดถึงน้าด่องตลอดไปครับ

  2. OhisAwesome said

    ขอไว้อาลัยแด่น้าด่องด้วยครับ
    ทุกครั้งที่นึกถึงร้านกัปตันโต๊ะ หน้าของน้าด่องจะปรากฏขึ้นมาเสมอ
    ขอให้น้าด่องไปสู่สุขติ

  3. ขอบใจเพื่อนทั้งสองคนเป็นอย่างมากครับ…

  4. […] […]

RSS feed for comments on this post · TrackBack URI

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: