โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์..กับความรู้สึกสลด และหดหู่หัวใจ…

ตามพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถานสถาน ให้ความหมายของคำว่าโรงพยาบาลไว้ดังนี้ : น. ที่ให้บริการเกี่ยวกับสุขภาพอนามัย คือทั้งตรวจรักษา และป้องกันโรคให้แก่ประชาชน และมีเตียงสำหรับรับคนไข้เข้าพักรักษาตัวด้วย…

โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ : สร้างขึ้นโดยพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาวชิราวุธ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์มีพระประสงค์ ที่จะทรงบำเพ็ญพระราชกุศล พร้อมด้วยพระราชภาดา และภคินี สนองพระเดชพระคุณ สมเด็จพระบรมชนกนาถ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวด้วย…

เมื่อครั้งพระพุทธเจ้าหลวง ทรงพระชนม์อยู่นั้น ได้ทรงพระราชดำริ จัดตั้งสภากาชาด ซึ่งเรียกกันในเวลานั้นว่า สภาอุณาโลมแดง ขึ้นไว้สำหรับ การรักษาพยาบาล เจ็บไข้ได้ป่วย ตามคติของนานาชาติที่เจริญแล้ว แต่การสภากาชาดไทย ยังไม่แล้วเสร็จบริบูรณ์ ถ้าจะทรงบริจาคทรัพย์ สร้างโรงพยาบาลสภากาชาดขึ้น ก็จะเป็นพระกุศลอันประกอบ ด้วยถาวรประโยชน์ อนุโลมตามพระราชประสงค์ ของสมเด็จพระบรมชนกนาถ และเป็นเกียรติ แก่ราชอาณาจักร เมื่อทรงพระดำริเห็นพ้องกัน บรรดาพระราชโอรส พระธิดา ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงทรงบริจาคทรัพย์ร่วมกันสมทบ กับทุนของสภากาชาด สร้างโรงพยาบาลขึ้น และทรงโปรดให้พระราชทานนาม ตามพระปรมาภิไธยสมเด็จพระบรมชนกนาถว่า “โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์” เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดโรงพยาบาล เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม พุทธศักราช 2457 ตามแจ้งความของสภากาชาด เมื่อ 1 พฤษภาคม 2457 ได้กำหนดจุดมุ่งหมาย ให้โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ เป็นโรงพยาบาลที่ดีจริง ต้องตามวิทยาศาสตร์แผ่พระเกียรติในพระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว กับทั้งแพร่เกียรติยศของชาติไทย บริการรักษาพยาบาล ช่วยแบ่งเบาภาระของรัฐบาล ให้บริการรักษาพยาบาลผู้บาดเจ็บ และผู้ป่วยไข้ทั้งในยามสงคราม และยามปกติ โดยยึดมั่นในปณิธานอันแน่วแน่ ที่จะให้ความช่วยเหลือผู้บาดเจ็บทั่วไป โดยไม่เลือกชาติ ชั้น วรรณะ ลัทธิ ศาสนา หรือ ความคิดเห็นทางการเมือง โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ได้ให้บริการทางการแพทย์ พยาบาล ตลอดจนการนำเทคโนโลยีทางการแพทย์ และวิทยาศาสตร์ที่ทันสมัย รวมทั้งระบบคอมพิวเตอร์ มาใช้ในการรักษาพยาบาล มีการค้นคว้าวิจัย พัฒนาการรักษา และพัฒนาบุคลากรทุกระดับอย่างต่อเนื่อง ทำให้โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ มีความก้าวหน้าเป็นอย่างมาก ในด้านการรักษาพยาบาล ทั้งนี้ด้วยการประสานงานกันเป็นอย่างดีระหว่าง โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ และคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

นอกจากการรักษาพยาบาลผู้ป่วยแล้ว โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ยังเป็นสถานที่ฝึกอบรมนิสิต แพทย์ แพทย์ประจำบ้าน ของคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ฝึกอบรมนักศึกษาพยาบาล จากวิทยาลัยพยาบาลสภากาชาดไทย และโรงเรียนรังสีเทคนิค ซึ่งผลิตบุคลากรทางการแพทย์ในสายงาน เจ้าหน้าที่รังสีเทคนิค จึงถือได้ว่า โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ เป็นศูนย์ของความดีเด่นทางวิทยาการ ในหลายสาขาวิชาของวงการแพทย์ในปัจจุบัน และยังคงมุ่งมั่นที่จะพัฒนางานบริการของโรงพยาบาลต่อไป

ข้อมูลจากหน้า Website ของ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์

เหตุการณ์การเข้าบุกค้นภายในอาคารของโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ของกลุ่มผู้ชุมนุมต่อต้านรัฐบาลในปลายเดือนเมษายน 2553 ที่ผ่านมา เป็นอีกครั้งหนึ่งที่ผมรู้สึกสลดและหดหู่ใจ และเชื่อว่าคนไทยที่ยังมีสติสัมปชัญญะดีๆ ก็คงมีความรู้สึกที่ไม่แตกต่างกัน ภาพการถูกคุกคาม การขนย้ายผู้ป่วย ทั้งเด็กทารก คนไข้อาการหนัก และคนชรา รวมทั้งประกาศจากโรงพยาบาลที่งดให้บริการผู้ป่วยนอก ตั้งแต่วันที่ 29 เมษายน 2553 เป็นต้นไป จนกว่าเหตุการณ์จะคลี่คลาย ทั้งที่วันหนึ่ง..วันหนึ่งจะต้องมีผู้เข้าขอรับการให้บริการหลายพันคน กลับไม่ได้มีส่วนช่วยสะท้อนความเป็นมนุษย์ของคนบางกลุ่มให้เกิดความเข้าใจได้เลย

และที่สำคัญองค์พระประมุขแห่งสงฆ์ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ก็ยังคงต้องประทับรักษาพระองค์อยู่ที่นี่ด้วย

โดยส่วนตัวแล้ว..โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์มีพระคุณกับครอบครัวผมมาอย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต ผมจำได้ว่าในสมัยเด็กๆ บุคคลากรทางการแพทย์ที่นี่ได้ช่วยยื้อชีวิตคุณตา..จากอาการโรคหัวใจในภาวะวิกฤตอยู่หลายครั้ง หรือจะเป็นคุณยาย..เมื่อครั้งติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ และเข้ารับการผ่าตัดดวงตาในครั้งต่อมา รวมทั้งการเข้ารับการผ่าตัดขยายหลอดเลือดหัวใจของคุณแม่ และลุง ป้า น้า อา ที่สลับสับเปลี่ยนกันเข้าขอรับการรักษากันเรื่อยมา

แล้วอีกกี่พันกี่หมื่นครอบครัวล่ะ ที่ยังคงต้องหมุนเวียน ผูกพันธ์กับโรงพยาบาลแห่งนี้ เหมือนเป็นวัฏจักรของชีวิต หลายคนรอคิวเข้ารับการผ่าตัด หลายคนรอคิวเข้ารับการบำบัดด้วยสาเหตุมาจากโรคร้ายแรง และหลายคนมีความจำเป็นต้องเข้าพบแพทย์ เพื่อรับยา ปรับแผนการรักษา และหรือด้วยเหตุและผลอื่นๆ อีกมากมาย

ถ้าเหตุการณ์ครั้งนี้ต้องถูกบันทึกไว้เป็นประวัติศาสตร์ชาติไทยอย่างที่หลายคนว่าไว้จริงๆ ก็อยากจะบอกความรู้สึกส่วนตัว เหมือนกับที่ได้เขียนบอกไว้แล้วด้านบนว่า..

“ผมเองรู้สึกสลด และหดหู่หัวใจเหลือเกิน”…

พระเทพฯทรงรับสั่ง ย้ายสังฆราช ไปประทับศิริราช : จากไทยรัฐออนไลน์

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงห่วงใยเสด็จฯ เยี่ยมสมเด็จพระสังฆราชฯ และทรงมีรับสั่งให้เชิญไปประทับรักษาพระองค์ที่ศิริราช พร้อมทั้งให้ดูแลการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยจาก รพ.จุฬาฯ..

เมื่อเวลาประมาณ 13.30 น.วันที่ 1 พ.ค. 2553 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ เป็นการส่วนพระองค์ ทรงเข้าเยี่ยมสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ที่ประทับรักษาอาการประชวรที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ก่อนจะเสด็จฯ กลับในเวลาประมาณ 14.50 น.

ต่อมา นพ.อดิศร ภัทราดูลย์ ผู้อำนวยการ รพ.จุฬาลงกรณ์ แถลงว่า สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ไปประทับรักษาพระอาการประชวรที่โรงพยาบาลศิริราช ซึ่งคณะสงฆ์เห็นด้วย เพื่อความปลอดภัย นอกจากนี้ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ยังทรงมีรับสั่งให้กำลังใจผู้บริหารและบุคลากรทางการแพทย์ทุกคน ให้ทำงานอย่างเต็มที่ และให้ติดตามอาการของผู้ป่วยและญาติที่ต้องย้ายออกจากโรงพยาบาลอย่างใกล้ชิด

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: