ได้เวลาปฏิบัติการปฏิวัติร่างกายกันสักที…

กลางปีที่ผ่านมาอยู่ๆ ผมก็มีความรู้สึกว่าขากรรไกรมันแข็งๆ หายใจลำบาก และออกอาการเหนื่อยแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน มีผู้ให้ความเป็นห่วงหลายท่านแนะนำให้ไปพบแพทย์เพื่อทำการตรวจเช็คร่างกาย เนื่องจากมีประวัติผลการตรวจสุขภาพประจำปี ที่มักจะอยู่ในอันดับต้นๆ ของผู้ที่มีความเสี่ยงสารพัดโรคที่น่าจะเป็นอันตรายอยู่เสมอๆ

คุณหมอ แนะนำให้ผมตรวจร่างกายใหม่ทั้งหมด โดยเฉพาะให้มีการทดสอบการเต้นของหัวใจ ที่ครั้งนั้นนับเป็นครั้งแรกในชีวิตที่มีโอกาสได้ไปวิ่งสายพานในห้องที่ติดกับห้อง ไอ.ซี.ยู. แม้ผลการตรวจในครั้งนั้นจะผ่านฉลุย แต่ก็มีคำแนะนำจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ให้เปลี่ยนพฤติกรรมความเป็นอยู่ของชีวิตเสียใหม่ ที่สำคัญ ต้องควบคุมอาหาร ออกกำลังกาย และลดน้ำหนัก

โอ้..!!..งานเข้าอย่างหนักแล้วชีวิตผม

เพราะชีวิตตั้งแต่ร่างกายพัฒนาความสูงขึ้นมาเรื่อยๆ และได้ประกาศหยุดการเจริญงอกงามไว้ให้ที่ 182 ซ.ม. ตอนนั้นน้ำหนักก็ตามมาด้วยที่ 68 ก.ก. แล้วหลังจากนั้นก็มีพัฒนาการที่ดีขึ้นมาตลอดหลายสิบปี จาก 68 ก.ก. ในวันนั้น ก็ปรับขึ้นมาให้ภูมิใจกับฐานะขึ้นเรื่อยๆ 72, 75, 78, 82, 86, 90, 95, 97, และมาพีคที่สุดในชีวิตอยู่ที่ 101 ก.ก.

เรามาลองเอาน้ำหนักตัวผมตอนที่ขึ้นสู่จุดสูงสุด มาคำนวณด้วย ดัชนีมวลกาย Body mass index กันดูครับโดยการใช้นำหนัก เป็นกิโลกรัม หารด้วย ความสูงเป็นเมตรยกกำลังสอง


ค่ามากกว่า 23 (สำหรับคนเอเชีย) ถือว่าน้ำหนักเกินมาตรฐาน ท้วม
ค่ามากกว่า 28 (บางตำราให้ 30 ) ถือว่าอ้วน

ลองคำนวณกลับมาเป็นน้ำหนักที่เหมาะสม ด้วยความสูงเป็นเมตรยกกำลังสอง คูณด้วย 21 หรืออาจใช้ค่า 23 เป็นน้ำหนักในการคำนวณก็ได้

ลองดูครับ ส่วนสูงของผม 1.82 เมตร 1.82*1.82*23=76.2
ดังนั้นควรลดน้ำหนักลงมาให้ต่ำกว่า 77-78  ก.ก.

แล้วมันจะเป็นไปได้ไม๊เนี่ย..??..

ถ้าไม่อยากเสี่ยง ไม่อยากง่อย ไม่อยากตาย (ความจริงคำเหล่านี้ ได้ยินบ่อยๆ จากผู้ที่หวังดี แต่ฟังดูดีๆ เหมือนแช่งกันยังไงไม่รู้) ก็ต้อง ควบคุมอาหาร, ออกกำลังกาย และพยายามลดน้ำหนัก

การปฏิบัติการปฏิวัติร่างกายของผมจึงได้เริ่มขึ้น เมื่อ 4 สัปดาห์ ที่ผ่านมา

เริ่มต้นด้วยการหาซื้อจักรยานคู่ใจมา 1 คัน เป็นรถพับ Cheverolet ขนาด 20 นิ้ว สีสันสวยงามครับ แต่ยังไม่ทันเริ่มก็ไปได้รถพับ Chevrolet ขนาด 26 นิ้ว มือสองมาอีกคัน

ผมเริ่มออกปั่นจักรยานจากช้าเป็นเร็วขึ้นๆ โดยออกไปปั่นคนเดียวบ้าง กับภรรยาบ้าง และมีในบางครั้งที่ลูกชายก็ตามไปบ้าง ด้วยมีภาระต้องออกไปทำงานจากบ้านแต่เช้ามืด และกลับเข้าบ้านค่ำมืดเกือบทุกวัน ผมเลยเลือกเวลาที่ปกติก็ตื่นมานั่งดูข่าวคราวบ้านเมืองอยู่แล้ว คือในช่วงประมาณ ตี 4 – ตี 4 สิบห้า ออกไปปั่นกินระยะทางอยู่ที่ประมาณ 12-14 กม. เป็นเวลา 5-6 ครั้ง ต่อ สัปดาห์ และในเช้าวันอาทิตย์ หรือ วันหยุดพิเศษก็จะเปลี่ยนเส้นทางปั่นกินระยะทางอยู่ที่ประมาณ 22-25 กม.

กลับมาถึงบ้านผมจะตรงไปที่เจ้าดัมเบล ออกกำลังกายด้วยการยกตุ้มน้ำหนักอีก 4-5 ท่า โดยกำหนดแต่ละท่าไว้อย่างน้อย 1 เซต

ต่อด้วยการบริหารหน้าท้องด้วยการ Sit Up เพิ่มอีก 4-5 ท่า ท่าละประมาณ 50 ครั้ง / เซต ก่อนจะพักยืดเส้นยืดสายให้หายเหนื่อยสักหน่อย แล้วอาบน้ำ แต่งตัว รับประทานอาหารเช้า และขับรถออกจากบ้านไปทำงานในเวลา 06.00 น. โดยประมาณ

หลังจากการออกกำลังกายผ่านไปได้ประมาณ 2-3 สัปดาห์ ผมพบอุปสรรคสำคัญดังนี้ครับ สุนัขไล่งับ, เจ็บเนื้อเจ็บตัว, เจ็บตูด, แท๊กซี่ปาดหน้า, สิบล้อพ่นควันดำๆ ใส่ และอะไรต่อมิอะไรอีกมากมาย ที่ต้องทั้งปรับแผน ปรับสภาพและหลีกเลี่ยงเส้นทาง กระทั่งลงตัว

ผ่านพ้นไป 3 สัปดาห์ ผมพบกับความเปลี่ยนแปลงจากการพัฒนาการทางร่างกายมาเรื่อยๆ ตั้งแต่สัปดาห์แรก นั่นก็คือ พุงเริ่มไม่ย้อย, ร่างกายสดชื่น-หายใจสะดวก, สมองปลอดโปร่ง และสำคัญเลย เสื้อผ้าไม่แน่นอึดอัด ที่สำคัญเมื่อผ่านมาได้ 4 สัปดาห์ จากน้ำหนักตัวที่ขึ้นไปอย่างน่ากลัวที่ 101 ก.ก. ลดลงมาเหลือเพียง 95 ก.ก.

เมื่อร่างกายรับรู้ถึงประโยชน์ที่ได้รับจากการออกกำลังกาย ระบบอัตโนมัติภายในก็ทำหน้าที่ควบคุมสมองและปาก สั่งให้รู้จักควบคุมอาหาร โดยเฉพาะอาหารจำพวกแป้ง, ไขมัน, น้ำอัดลม และขนมอื่นๆ อีกมากมาย นอกจากสั่งให้ละเว้น ให้ทานน้อยลงแล้ว ยังสั่งให้รับประทานอาหารจำพวก ปลา, ผัก และผลไม้ ควบคู่กันไปด้วย

เมื่อถึงสัปดาห์ที่ 4 เพื่อนๆ สุดเลิฟในกลุ่ม A.C.SR.BAND 1986 ของผม ได้มีการชักชวนและกำหนดกิจกรรมออกกำลังกายตีแบดมินตันด้วยกัน ในทุกบ่ายวันเสาร์ โดยต้องบอกว่ามันเป็นการออกกำลังกายที่ทรมานสังขารเสียจริงๆ ในวันเริ่มต้น แต่เมื่อได้เล่นกันบ่อยขึ้น ร่างกายก็เริ่มเข้าที่ อยู่ตัว สนุกสนานฮาเฮกันไม่ยอมเลิก

หลังจากสัปดาห์ที่ 5 ผ่านพ้นไป ผมได้สังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงของร่างกายด้วยตัวเอง ง่ายๆ ด้วยวิธีส่องกระจกนี่ล่ะครับ เออ..มันดูดีขึ้นนะ..!!..555…

แล้วน้ำหนักล่ะ ก่อนที่จะมานั่งพิมพ์กระทู้นี้ผมได้ลองก้าวเท้าขึ้นไปบนตาชั่งอีกครั้ง ผลออกมาที่ 94 ก.ก. เป็นอันว่าผ่านไปแล้ว 5 สัปดาห์ น้ำหนักลดลงไปแบบฟลุ๊คๆ ตั้ง 7 ก.ก. ร่างกายแข็งแรงขึ้นมากมายก่ายกอง

สำคัญคือ ผมไม่ได้คาดหวังว่าจะต้องผอม หรือมีน้ำหนักที่เป็นไปตามดัชนีมวลกายด้านบน แค่หวังที่จะมีสุขภาพที่ดี เพื่อจะได้อยู่เห็นความสำเร็จของเจ้าลูกชายหัวแก้วหัวแหวนในวันข้างหน้าครับ…   

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: