รวมญาติไปเที่ยวส่งท้ายปีเก่า & ต้อนรับปีใหม่ 2553 กันที่ “สังขละบุรี”…

 

   

ทริปท่องเที่ยวส่งท้ายปีเก่า 2552 และต้อนรับปีใหม่ 2553 ครั้งนี้ ค่อนข้างจะเป็นทริปที่พิเศษสำหรับครอบครัวผมสักหน่อยครับ พิเศษตรงที่ว่าเรารวมหมู่ญาติ พี่-น้อง มากันได้จากทุกสารทิศ ไม่ว่าจะเป็นครอบครัวของลุงกับป้า ที่เดินทางลงมาจาก จ.เชียงใหม่ ครอบครัวของน้าชาย ที่เดินทางขึ้นมาจาก จ.ภูเก็ต น้าสาว ที่อยู่ใน กรุงเทพฯ และครอบครัวของน้องชายผมเอง ที่เดินทางมาสมทบจากวังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา

คณะของเราเริ่มออกเดินทางไกลกันตั้งแต่เช้ามืด โดยมีจุดหมายปลายทางตามแผนการที่วางเอาไว้แล้ว นั่นก็คือที่ อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี เมืองที่ใครต่อใครเขาล่ำลือกันนักล่ำลือกันหนาว่า เป็นเมืองที่เต็มไปด้วยศิลปวัฒนธรรมของชาวมอญ และมีทรัพยากรธรรมชาติที่สวยสดงดงามมากมายที่สุดอีกแห่งหนึ่งของประเทศไทย

“อำเภอสังขละบุรี อยู่ติดต่อกับชายแดนพม่า ห่างจากตัวเมืองประมาณ 215-220 กิโลเมตร และอยู่ห่างจากอำเภอทองผาภูมิประมาณ 74 กิโลเมตร เส้นทางนี้จะตัดผ่านภูเขาเลียบทะเลสาบเขื่อนเขาแหลม มองเห็นทัศนียภาพที่งดงาม อำเภอสังขละบุรีมีชาวมอญอาศัยตั้งบ้านเรือนอยู่เป็นจำนวนมาก ตัวอำเภอตั้งอยู่บริเวณที่เรียกว่า “สามประสบ” คือบริเวณที่ลำน้ำสามสาย อันได้แก่ ห้วยซองกะเลีย ห้วยบิคลี่ และห้วยรันตี ไหลมาบรรจบกันเป็นแม่น้ำแควน้อย”

พวกเรามาแวะทานอาหารเช้า ในตอนสายๆ กันก่อนที่ “ร้านคุณอี้ด” ร้านอาหารเจ้าดังและเจ้าประจำ ซึ่งตั้งอยู่ริมแม่น้ำแคว ใน จ.กาญจนบุรี ที่นี่อาหารอร่อย และบรรยากาศดีสุดๆ (ขากลับยังไม่หายติดใจกัน เลยแวะมาทานกันอีกรอบ)…

จากหมายเลขหลักกิโลเมตร (จำลอง) ในภาพด้านบน เราใช้เวลาไปกับการเดินทางกันนานพอสมควร กับเส้นที่ขับรถสนุกแต่ก็ห้ามประมาท กระทั่งในที่สุดคณะของเราก็ได้เดินทางมาถึงที่พัก ซึ่งได้จับจองกันไว้ล่วงหน้าแล้วกว่า 2 เดือน สถานที่แห่งนี้มีชื่อว่า “ดอนคำรีสอร์ท” 

ตอนแรกที่ขับรถเลี้ยวเข้ามาที่รีสอร์ทแห่งนี้ส่วนตัวแล้วรู้สึกใจแป้วเล็กน้อย เพราะสภาพทางเข้าเป็นถนนฝุ่นโรยด้วยกรวด พื้นถนนค่อนข้างขรุขระนิดหน่อย แต่เมื่อเข้ามาถึงบริเวณรีสอร์ทแล้ว ต้องบอกเลยว่า พวกเราโชคดีมากที่ได้มาพักรีสอร์ทที่สวยงาม สะดวก และแสนสบายที่สุดแห่งหนึ่ง ใน อ.สังขละบุรี

   

ห้องพักของพวกเราอยู่ติดกับแม่น้ำสายใหญ่ตามข้อมูลที่ว่าเอาไว้ด้านบน แค่มองออกไปจากเฉลียงหลังห้อง ก็อยากจะกระโดดลงไปแช่ทั้งช่วง เช้า กลางวัน เย็น แล้ว จากการสำรวจดูบรรยากาศรอบๆ ต้องขอชมว่าสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ของที่นี่ ค่อนข้างดี ที่สำคัญระยะทางเดินระหว่างที่จอดรถกับห้องพักก็ใกล้มาก ไม่ต้องขึ้น-ลง จากที่สูงๆ เหมาะอย่างยิ่งสำหรับครอบครัวที่มีผู้สูงอายุไปด้วย (ครอบครัวผมมีแต่ผู้ใกล้จะสูงอายุ / หลายคนเลย)

ท่านใดสนใจอยากไปใช้บริการก็ลองติดต่อดูได้ที่นี่ครับ “ดอนคำรีสอร์ท”

   

ก่อนอาหารมื้อเย็น ได้มีโอกาสแวบไปสำรวจสถานที่ท่องเที่ยวที่ร่ำรือกันนักกันหนาจนอยากจะมาเห็นด้วยตาตัวเองสักครั้ง นั่นก็คือที่ สะพานอุตตมานุสรณ์ หรือ สะพานมอญ ว่ากันว่าเป็นสะพานไม้ที่ยาวที่สุดในประเทศไทย คือมีมีความยาวถึง 850 เมตร ตามประวัติว่าเอาไว้ว่าสะพานแห่งนี้ได้ถูกสร้างขึ้นโดย หลวงพ่ออุตมะ โดยกำลังและแรงศรัทธาของชาวบ้านซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวมอญเป็นสำคัญ สำหรับให้ประชาชนฝั่งตัวอำเภอสังขละบุรีและฝั่งหมู่บ้านชาวมอญเดินข้ามสัญจรไปมา

ใช้เวลาอยู่ที่นี่ได้ไม่นาน เพราะมีภาระต้องไปสำรวจตลาดในเมืองสำหรับมื้อเย็นกันก่อน ตลาดที่นี่แสนจะสบายครับ อาหารการกินและข้าวของเครื่องใช้หาได้ไม่ยาก ขาดเหลืออะไรก็ยังมีร้านสะดวกซื้อ 7-eleven ขนาดใหญ่ไว้คอยให้บริการอีก แต่สำหรับผมแล้วอะไรที่ไม่เหลือบ่ากว่าแรง จะพยายามอุดหนุนพ่อค้า-แม่ขายในตลาดครับ

   

ระหว่างการเดินทางขามา คณะของเราได้เนื้อวัวและเนื้อหมูชิ้นใหญ่สดๆ มามากพอสมควร รวมกับปลาอินทรีย์ชิ้นโตๆ ที่น้าชาย..หอบหิ้วมาจากทางใต้ และการบริการที่ดีจากเจ้าหน้าที่ของรีสอร์ท อนุญาตให้พวกเราได้หยิบยืมเตาปิ้งย่างขนาดใหญ่มาใช้ ทำให้หลังจากอาหารมื้อเย็นมื้อนี้ หลายคนต้องพึ่งพายาช่วยย่อยและลดกรดในกระเพาะกันเป็นทิวแถว

คืนแรกที่สังขละบุรี ด้วยความเหนื่อยจากการเดินทาง ผมได้ยินเสียงแว่วอยู่ไม่กี่อย่าง อย่างแรกก็คือเสียงพลุ จากงานเคาท์ดาวในตัวเมือง และอีกเสียงหนึ่งที่เข้ามาไม่ได้ขาด นั่นก็คือ เสียงเตือนการรับข้อความ SMS อวยพรปีใหม่ จากมิตรรักทั้งหลาย

สวัสดีปีใหม่ 2553 ครับ..!!..

     

   

พวกเรารวมตัวกันออกเดินทางไปยังสะพานไม้ สะพานอุตตมานุสรณ์ หรือ สะพานมอญ กันแต่เข้ามืด โดยมีวัตถุประสงค์ในการร่วมทำบุญใส่บาตเนื่องในเทศกาลปีใหม่ของชาวโลก ต้องบอกว่าของชาวโลก เพราะมันเป็นปีใหม่ของคนทั้งโลกจริงๆ ไม่ใช่แค่คนมอญที่นี่ คนไทย หรือ กะเหรี่ยงปลอมอย่างคณะเรา สำหรับผมแล้วคงเป็นการทำบุญใส่บาตเนื่องในโอกาสวันคล้ายวันเกิดที่แก่ขึ้นไปอีกปีในโอกาสเดียวกันนี้ด้วย

บรรยากาศโดยทั่วๆ ไปในตอนเช้านี้ ต้องบอกว่ามีผู้คนแออัดเต็มพื้นที่ของสะพานไปหมด ไม่ว่าจะเป็นชาวบ้าน ชาวมอญ ที่พากันสวมใส่ชุดและแต่งตัวกันสวยๆ พร้อมข้าวปลาอาหารที่เตรียมนำมาถวายพระ หรือจะเป็นนักท่องเที่ยว ที่จะมีของอยู่ 2 อย่าง ในมือ นั่นก็คือ ของที่เตรียมมาถวายพระ กับกล้องถ่ายรูปดิจิตอล ที่แสงแฟลชสาดกันทั่วทั้งสะพานไปหมด โดยส่วนตัวแล้วสำหรับเช้านี้ต้องบอกว่ารู้สึกสนุกและประทับใจจริงๆ ครับ 

ภาพคุณปู่ชาวมอญ ด้านล่างที่กำลังใส่บาตอยู่นั้น ท่านอายุเลย 90 ปี ไปแล้วครับ เห็นท่านแล้วก็รู้สึกดีอย่างบอกไม่ถูก ส่วนภาพด้านขวาเป็นนักบวชหญิงชาวมอญ ซึ่งผมก็เรียกชื่อไม่ถูกเหมือนกัน เป็นสีสันที่แปลกดีครับสำหรับนักท่องเที่ยวที่ไม่มีโอกาสได้เห็นมาก่อน โดยเฉพาะตัวผมคนหนึ่งล่ะ

   

ช่วงสายๆ พวกเรามีนัดให้เรือมารับที่รีสอร์ท 2 ลำ เพื่อเดินทางไปชม “เมืองบาดาล” สถานที่ซึ่งในอดีตเป็นที่ตั้งของวัดวังก์วิเวการาม เดิมที่หลวงพ่ออุตตมะและชาวบ้านอพยพชาวกะเหรี่ยงและมอญได้ร่วมก้นสร้างขึ้น เมื่อปี 2496 ในบริเวณที่เรียกว่า สามประสบ ซึ่งเป็นจุดที่แม่น้ำสามสาย คือ แม่น้ำซองกาเลีย แม่น้ำบีคลี่ และแม่น้ำรันตี ไหลมาบรรจบกัน ต่อมาในปี 2527 มีการก่อสร้างเขื่อนเขาแหลมทำให้น้ำเข้าท่วมตัวอำเภอสังขละบุรีเก่ารวมทั้งวัดนี้ด้วย จึงได้ย้ายวัดมาอยู่บนเนินเขา ส่วนวัดเดิมได้จมอยู่ใต้น้ำมานานนับสิบปี ในช่วงฤดูแล้งราวเดือนมีนาคม-เมษายน ซึ่งน้ำลดจะสามารถสังเกตเห็นตัวโบสถ์ของวัดได้อย่างชัดเจนและสามารถนั่งเรือไปเที่ยวชมได้ แต่ในช่วงน้ำขึ้นน้ำจะท่วมสูงเกือบทั้งหมดเหลือเพียงยอดของโบสถ์ให้เห็นเท่านั้น กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวอันซีนไทยแลนด์ ในชื่อเมืองบาดาล

คณะเราค่อนข้างโชคไม่ดีครับ เพราะการจัดทริปไปเที่ยวกันในช่วงที่มีนักท่องเที่ยวมากันมากมาย ทำให้เวลาสำหรับผู้ให้บริการเรือเหมาลำ เป็นเงินเป็นทองไปเสียทั้งหมด การตะบี้ตะบันขับเรื่อควบแข่งกับเวลา ทำให้พวกเรามีเวลาชื่นชมบริเวณโดยรอบของ “เมืองโบราณ” ได้น้อยมาก

นอกจากจะรู้สึกถึงความอันตรายในการเดินทางแล้ว ก็อดจะรู้สึกเสียดายเงินไปด้วยไม่ได้…

   

ช่วงบ่ายๆ เดินทางไปเที่ยวกันต่อครับ ไปกันที่ “ด่านเจดีย์สามองค์” เขตสิ้นสุดชายแดนไทยด้านทิศตะวันตก ตั้งอยู่ที่ตำบลหนองลู ไปตามทางหลวงหมายเลข 323 โดยก่อนถึงตัวอำเภอสังขละบุรี 4 กิโลเมตร จะมีทางแยกด้านขวาไปด่านเจดีย์สามองค์ เป็นระยะทางประมาณ 18 กิโลเมตร เส้นทางลาดยางตลอดสาย พระเจดีย์สามองค์นี้เดิมเรียกว่า หินสามกอง เป็นที่สักการะของคนไทยโดยทั่วไปก่อนเดินทางออกจากเขตแดนไทยเข้าสู่เขตแดนพม่า ต่อมาในปี พ.ศ. 2472 พระศรีสุวรรณคีรี เจ้าเมืองสังขละบุรีได้เป็นผู้นำชาวบ้านก่อสร้างเจดีย์ขนาดเล็กสามองค์ดังที่เห็นในปัจจุบัน นอกจากนี้ด่านเจดีย์สามองค์ยังเป็นช่องทางเดินทัพที่สำคัญของไทยและพม่าในอดีต บริเวณด่านเจดีย์สามองค์ มีร้านขายสินค้าจากประเทศพม่า จำพวกเฟอร์นิเจอร์ไม้ เครื่องเงินและพลอยต่าง รวมทั้งกล้วยไม้ป่าหลากหลายชนิด ฯลฯ 

ทางการพม่าได้ปิดด่าน โดยไม่อนุญาตให้นักท่องเที่ยวข้ามเขตชายแดนเข้าไปหลายปีแล้ว แต่เท่าที่แอบเห็นก็ยังมีนักท่องเที่ยวแอบแวบเข้าไปซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์ตระเวนท่องเที่ยวในพม่าใกล้ๆ กันได้อยู่บ้างครับ

ภาพสองคน พ่อ-ลูก ชาวพม่า (ขวามือ) กำลังนั่งทำบาเยีย และขนมคล้ายกระหรี่พัฟใส้ถั่ว ไม่ได้ลองชิมเจ้านี้แต่ได้ลองซื้อจากตลาดในเมืองมาชิมแล้ว ผมว่ารสชาติอร่อยดี เจ้าเด็กคนนี้เป็นสีสันของร้านเลยครับ ผมเองยืนมองความสามารถของน้องเขาอยู่นาน แถมแอบนึกในใจเองด้วยว่า “ตอนที่ลูกเราอายุเท่านี้ ยังทำแบบเขาไม่ได้เลย” เก่งจริงๆ ครับ

   

กลับจากด่านเจดีย์สามองค์ ก็ไปต่อกันที่ “วัดวังก์วิเวการาม” ตั้งอยู่เลยจากตัวอำเภอสังขละบุรีไปประมาณ 6 กิโลเมตร ซึ่งเคยเป็นวัดจำพรรษาของ “หลวงพ่ออุตตมะ” ซึ่งเป็นที่เคารพนับถือของประชาชนชาวไทย ชาวมอญ รวมทั้งชาวกระเหรี่ยงและพม่าที่อาศัยอยู่ในบริเวณนั้น ภายในวิหารที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำประดิษฐานพระพุทธรูปหินอ่อนอันงดงามชาวบ้านเรียกกันว่า หลวงพ่อขาว

ด้วยความเป็นศิริมงคล ผมและครอบครัวครับ ได้มีโอกาสไปกราบเคารพศพของหลวงพ่อฯในครั้งนี้ด้วย

หลวงพ่ออุตตมะ จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

จากวัดวังก์วิเวการามแยกไปอีก 1 กิโลเมตร จะเป็นที่ตั้งของเจดีย์แบบพุทธคยามีลักษณะฐานเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสบรรจุพระบรมสารีริกธาตุส่วนที่เป็นกระดูกนิ้วหัวแม่มือขวา ขนาดเท่าเมล็ดข้าวสาร บริเวณใกล้เจดีย์มีร้านจำหน่ายสินค้าจากพม่าหลายร้านจำพวกผ้า แป้งพม่า เครื่องไม้ต่างๆ ราคาต่อรองกันได้ตามอัธยาศัยครับ 
 

     

บ่ายแก่ๆ มาโดดน้ำเล่นกันดีกว่า ต้องขอบอกเลยนะครับว่า น้ำที่นี่ใสสะอาดและเย็นสบายอย่างเหลือเชื่อ ที่แพริมน้ำขนาดใหญ่ของรีสอร์ทมีบริการเสื้อชูชีพไว้ให้ด้วย ก็อย่างภาพที่เห็นล่ะครับ เจ้าปอนด์-ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของผม วิ่งขึ้น-ลง กระโดดลงน้ำ อยู่หลายสิบรอบ แถมติดใจชักชวนกันมาเล่นสนุกกันอีกในวันรุ่งขึ้น 

ทริปนี้คงไม่สรุปเป็นวันและเวลาที่ชัดเจนหรอกนะครับ แค่บันทึกเก็บเอาไว้ว่าได้ไปไหนมาบ้าง ในส่วนของรายละเอียดปลีกย่อยขอตัดออกไปเลยละกัน สำหรับทริปนี้รวมแล้ว 3 วัน 3 คืน พอดีครับ 

แต่เดี๋ยวก่อน..!!.. แถมหน่อยดีกว่า คือด้วยความที่ครอบครัวของเรามีพื้นฐานกันมาจากการประกอบอาชีพร้านอาหารมาก่อน ก็เลยมีพ่อครัว-แม่ครัว มากันเยอะแยะไปหมด อาหารหลายๆ มื้อก็ช่วยกันลงมือทำทานกันเอง โดยขอยืมห้องครัวของรีสอร์ทที่ไปพักนี่แหล่ะ อาหารที่ปรุงกันในแต่ละมื้อ มีอะไรบ้าง ลองมาดูกันครับ 

     

ภาพแรกวุ่นวายกันทั้งข้างใน-ข้างนอก จานแรก : ขนมปังหน้าหมู ต่อด้วย สลัดผัก 

     

แกงส้มปลาดุกใส่มะรุม, ทอดมันปลากราย, เหลืออีกนิดหน่อยเอามาทำปลากรายลวกจิ้ม 

     

ได้ปลาบึกตัวโตมาจากตลาดด้วย เอามาลวกซะ ก่อนจะแบ่งไปทำต้มยำใส่มะม่วงรสชาติเด็ด

เอ้า..!!..อร่อยกันอย่างนี้แทบทุกมื้อครับ

     

รถสองในสามคันที่ใช้เดินทางในทริปนี้ เจ้าสปอร์ตไรเดอร์คันเก่าแก่ของผมยังเจ๋งอยู่นะ สองภาพขวามือ เป็นขบวนการรถพับ ที่ครอบครัวผมและครอบครัวน้องชาย ขนไปขี่เล่นกันด้วยครับ คันเล็กสีแดงนี่ของเจ้าปอนด์ มีอุบัติเหตุเล็กน้อยกระเด็นตกจากรถกลิ้งเป็นลูกขนุนซะ 1 รอบ… 

ขอขอบคุณข้อมูล สถานที่ท่องเที่ยว อ. สังขละบุรี จากเวป กาญจนบุรีดอทคอม ด้วยครับ

Advertisements

5 ความเห็น »

  1. khunpa said

    นายต้น เจ๋งมาก ๆ รวดเร็วทันใจ คงเป็นข้อมูลที่จะเป็นประโยชน์กับคนที่จะไปเที่ยวที่สังขละบุรีมาก ๆ เพราะมีข้อมูลครบถ้วน

  2. khunpa said

    เมนูและการจัดโต๊ะอาหารของพวกเราทำให้รีสอร์ทเขาหรูเลิศขึ้นมาทันที่เลยนะ

  3. Natchii said

    ดูท่าทางสนุกสนาน
    ดีจ้งค่ะเหมือนได้ไปด้วยเลย
    นี่แบงค์ก็ส่งรูปมาให้ด้วยค่ะ
    ขอให้เป็นปีที่มีแต่เรื่องดี ๆ นะคะ

  4. ต้องบอกว่าเสียดายจริงๆ ที่น้องสาวคนเดียวในครอบครัวไม่ได้ไปเที่ยวด้วยกัน

    คราวหน้าห้ามพลาดนะจ๊ะ..!!..

  5. Wonderful blog! I found it while surfing around on Yahoo News.

    Do you have any suggestions on how to get listed in Yahoo News?
    I’ve been trying for a while but I never seem to get there! Thank you

RSS feed for comments on this post · TrackBack URI

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: