ผีิิอำ…เรื่องแปลกๆ ที่เคยเกิดขึ้นกับตัวผมเอง

ghost 

เคยเห็นผีไหม..??.. ผมว่าประชากรในโลกของเราเกือบทั้งหมดต้องเคยผ่านคำถามยอดฮิตนี้ ไม่ได้ถามคนอื่น ก็ถูกคนอื่นเขาถาม

“ผี” เป็นความเชื่อดั้งเดิมของมนุษย์มาตั้งแต่ครั้งโบราณ คนจาก ทุกชาติ ทุกเผ่าพันธุ์ ตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ แม้ในปัจจุบันด้วยหลักวิทยาศาตร์ ความเชื่อเรื่องราวต่างๆ เกี่ยวกับ “ผี” จะเลือนหายไปบ้างแล้ว แต่ก็มีผู้คนอีกเป็นจำนวนมาก ที่ยังเชื่อในเรื่อง “ผีและสิ่งลี้ลับ” แม้ในประเทศที่เจริญแล้วก็ตาม…

สำหรับตัวผมเองแล้วตลอดชีวิตที่ผ่านมากระทั่งถึงวันนี้ คงนับได้เพียงแค่ครั้งเดียวเท่านั้น แต่เป็นครั้งที่ตัวผมเองกลับรู้สึกดี และโชคดีมากๆ แม้จะกินเวลาเนิ่นนานเกือบตลอดทั้งคืน กระทั่งแสงแดดในยามเช้าส่องสว่างขึ้นมา

หลายคนที่ผมนำเรื่องที่เกิดขึ้นนี้ไปเล่าให้ฟัง ได้ช่วยกันวิเคราะห์และลงความเห็นว่าผมถูก “ผีอำ” ซึ่งตัวผมเองก็ไม่รู้สึกปฏิเสธในความเห็นเหล่านั้น เพียงแต่เรื่องราวในคืนนั้นมันมีอะไรมากมายกว่าการถูก “ผีอำ” ธรรมดาๆ …

ก่อนที่จะเข้าสู่เรื่องราวแปลกๆ ในครั้งนั้น ผมขอสอดแทรกบทความทางวิชาการที่น่าจะเป็นประโยชน์สำหรับผู้ที่สนใจ ซึ่งเป็นบทความของท่านนายแพทย์ เทอดศักดิ์ เดชคง ผู้อำนวยการส่วนพัฒนาบริการสุขภาพจิต สำนักพัฒนาบริการสุขภาพจิต กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณะสุข  เกี่ยวกับอาการของการถูก “ผีอำ” ไว้ ดังนี้ “ผีอำ เป็นปัญหาในการนอน เป็นความผิดปกติในการนอน คือการนอนมีหลายประเภท เช่น นอนปกติ นอนแล้วฝัน ฝันร้าย หรืออยู่ดีๆ ก็ร้องขึ้นมา ซึ่งเราจะเจอในเด็ก ส่วนฝันร้ายเจอได้ทุกอายุ ผีอำนั้นเป็นสภาวะที่คล้ายๆ กับการฝัน เพราะขณะที่ถูกผีอำคนคนนั้นจะอยู่ในสภาวะที่ขยับตัวไม่ได้ ต้องเข้าใจนิดนึงงนะครับว่า มันจะมีสภาวะการหลับที่เราเรียกว่า non-REM ซึ่งช่วงนั้นเวลานอนตาเราไม่ได้กลอก เพราะฉะนั้นเรายังพอมีกำลังขยับตัวได้ พลิกตัวได้ ช่วงเวลานั้นถ้าเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้น เราจะลุกขึ้นมาได้ แต่ในภาวะหลับตาแบบตากระตุก ( REM sleep ) จะมีการฝัน กล้ามเนื้อต่าง ๆ จะผ่อนคลายหมด ขยับตัวไม่ได้ยกเว้นต้องตื่น คำว่าตื่น หมายถึงต้องมีการเขย่าตัวรุนแรง แล้วในช่วงเวลานั้นถ้ามีสิ่งเร้าอะไรที่มาทำให้เราไม่สบาย เช่น อาจจะมีหมอนข้างมาวางอยู่บนตัวหรือขา หรืออาจจะนอนในท่าที่ไม่สบายนักก็จะมีการแปลภาวะนั้นเป็นความไม่สบาย แล้วบางทีก็ไปผูกเรื่องกับความฝัน ทำให้เขาอยากจะออกจากสถานการณ์นั้น แต่ว่าทำไม่ได้เพราะกล้ามเนื้อมันคลายไปหมดแล้ว เพราะฉะนั้นในภาวะอย่างนั้น ก็จะเป็นสภาวะที่เขาจะรู้สึกเหมือนกับว่าใครมากดทับเขา มันเป็นสภาวะที่หลีกหนีไปไม่ได้ แต่สักพักนึงเขาจะค่อย ๆ ดีขึ้นเอง คนถูกผีอำ ยังไงก็ตามไม่ตายหรอก ! ต้องฟื้นมาแน่ แต่สิ่งที่เขาจะกลัวก็คือ เป็นแล้วอาจจะเป็นอีก ซึ่งเราเจอได้บ่อยๆ “ 

“ วิธีการง่ายๆ คือการผ่อนคลายความเครียด นั้นคือก่อนนอนสัก 1- 2 ชั่งโมง อย่าไปทำอะไรที่มันตื่นเต้น (เช่น ดูโทรทัศน์ เล่นเกมส์) ก่อนนอนอาจจะอาบน้ำอุ่น หรือดื่มนมอุ่น ๆโดยเฉพาะนมถั่งเหลือง จะทำให้หลับสบายขึ้น หรืออาจจะใช้วิธีสะกดจิตเข้าช่วยดดยการโปรแกรมจิตใหม่ก็จะช่วยได้ กรณีที่มีอาการมาก ๆ เราก็มียาให้เหมือนกัน เป้นพวกยาคลายเครียด หรือยาต้านเศร้า ซึ่งจะทำให้เขาหลับสนิทข็นโดยไม่ฝันมากนัก คือคนที่ผีอำจะฝันปนอยู่ด้วย เราก็ทำความฝันนั้นให้น้อยลง อาการผีอำก็จะลดลงเหมือนกัน หลักง่ายๆ เวลาโดนผีอำให้นอนเฉยๆ สักพักอาการจะหายไปเอง “

ผมมาสรุปเอาเองง่ายๆ ก็คือ ก่อนนอน เราควรจะทำจิตใจให้สงบ ไม่เครียด ไม่วิตกกังวล นั่นก็คือ “การทำจิตใจให้สบายก่อนนอน” นั่นเอง

กลับมาเรื่องราวของผมบ้าง เมื่อประมาณต้นๆ ปี พ.ศ. 2530 ตอนนั้นน่าจะอายุประมาณ 14 ขวบ เห็นจะได้ ผมยังเรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3  อยู่เลย น่าจะเป็นช่วงปลายๆ ของการทำกิจกรรมทางดนตรีกับกลุ่มเพื่อนๆ ที่โรงเรียนฯ และเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของชีวิตที่ถึงทุกวันนี้ก็ยังรู้สึกงงๆ อยู่เสมอ ด้วยความที่ไม่ค่อยเอาใจใส่กับการเล่าเรียน ประกอบกับสภาวะ “การเมืองภายในโรงเรียน” บางอย่าง ที่ส่งผลกระทบมาที่ตัวผมและเพื่อนๆ หลายคน อย่างรุนแรง (ไม่ขอเอ่ยถึงรายละเอียดดีกว่า) ด้วยวุฒิภาวะในตอนนั้น ก็เลยทำให้เกิดความคิดและความรู้สึกที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ

ในคืนหนึ่งหลังงจากที่ผมนอนหลับไปได้ไม่นาน ร่างกายผมก็เกิดอาการคล้ายถูก “ผีอำ” (ความจริงอาการนี้ก็เคยเกิดกับผมมาบ้างแล้วล่ะ) เพียงแต่การถูก “ผีอำ” ครั้งนี้ของผมค่อนข้างจะพิเศษ เพราะมีแขกพิเศษมานั่งสนทนาอยู่ด้วย

ภาพชายแก่ หนวดเครารุงรัง ท่าทางสะอาดสะอ้าน สวมชุดสีขาวทั้งตัว มานั่งอยู่ทางด้านขวามือของเตียงที่ผมนอน แต่ที่แปลกก็คือตัวผมเองกลับมีความรู้สึกที่ดีมากๆ ไม่มีความวิตกกังวลหรือหวาดกลัวใดๆ เลย และหลังจากเหตุการณ์ในคืนนั้นผ่านไป ผมกลับจำหน้าตาของชายแก่คนนั้นไม่ได้ ไม่สามารถจดจำคำพูดหรือประโยคสนทนาในคืนนั้นได้

แต่ผมกลับเข้าใจเจตนาและความหมายที่ได้รับจากการสื่อสารได้ทั้งหมด ชายแก่คนนั้นมาเตือน มาแนะนำ และมาสั่งสอน ในสิ่งที่ผมอาจจะเห็นผิดเป็นชอบที่กำลังทำท่างจะบานปลาย ซึ่งหากเกิดขึ้นแล้วคงมีแต่ผลเสียที่จะตามมากับชีวิตอย่างมากมาย

หลังจากเหตุการณ์ในคืนนั้นผ่านไป มีผู้ใหญ่หลายท่านแนะนำให้ผมไปทำบุญอุทิศส่วนกุศล ซึ่งผมก็ได้ปฏิบัติตามคำแนะนำโดยไม่รีรอ และนั่นคงเป็นเหตุการณ์ครั้งเดียวในชีวิตของผมที่ไปเกี่ยวข้องกับเรื่องราวในทำนองนี้…

* อ้างอิง ถึงท่าน นายแพทย์ เทอดศักดิ์ เดชคง ตามหัวข้อกระทู้ที่ผมเคยลงไว้ใน Blog นี้ ในหมวด หนังสือ หนังหา เรื่อง “สิ่งใดเกิดขึ้นแล้ว สิ่งนั้นดีเสมอ”

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: