หลวงตาสากกะเบือ…

e0b8abe0b8a5e0b8a7e0b887e0b895e0b8b2e0b8aae0b8b8e0b881e0b8a3e0b8b51  e0b8abe0b8a5e0b8a7e0b887e0b895e0b8b2e0b8aae0b8b8e0b881e0b8a3e0b8b5-2

หลวงตาสุกรี วัดจุฬามุณี จังหวัดระยอง…

ภาพจาก Thaiamulet Club เจ้าของกระทู้คือคุณ น้ำเค็ม

* เนื่องจากผมเองพยายามหารูปของหลวงตาที่เคยเก็บไว้ เมื่อครั้งไปเยี่ยมเยี่ยนท่านทั้ง 2 ครั้งไม่เจอ และพยายามค้นหาจากแหล่งอื่นๆ ก็ไม่สามารถหาได้ จึงขออนุญาตนำภาพดังกล่าวของคุณน้ำเค็ม มาลงประกอบในกระทู้นี้ เพื่อเป็นการรำลึกถึงหลวงตาสุกรี นะครับ

ช่วงหนึ่งในบั้นปลายชีวิตของคุณยายของผม แกมักจะเล่าเรื่องราวในอดีตให้ผมฟังอย่างไม่ยอมเหน็ดยอมเหนื่อย โดยเฉพาะหลังจากที่ป๋า (คุณตาของผม) ได้จากพวกเราไปสักระยะหนึ่งแล้ว แต่ร่างกายของป๋าในตอนนั้น ยังคงเป็นอาจารย์ใหญ่ให้นักศึกษาแพทย์ที่จุฬาลงกรณ์ฯ ได้ศึกษาเล่าเรียนกันตามเจตนารมณ์เมื่อครั้งที่ป๋า..ยังมีชีวิตอยู่ 

แต่เรื่องหนึ่งจากหลายต่อหลายเรื่องที่ผมได้ฟังจากยาย และมีความรู้สึกสนุก อยากฟังเรื่องราวความเป็นไปอย่างที่สุดทุกครั้ง ก็คือเรื่องของ “หลวงตาสุกรี”

ยายเล่าว่า สมัยที่ป๋า..ยังหนุ่มๆ เป็นคนที่ดุมากๆ ด้วยความที่เป็นลูกชายคนเดียวของคุณหลวงวิเทศวิทยานุศาสตร์ (คุณตาทวดของผม) ท่านเป็นครูสอนภาษาอังกฤษโรงเรียนวชิราวุธฯ ที่เดินทางมาจากเมืองซีลอน ประเทศศรีลังกา

ยายเล่าเรื่อง จากที่เคยพบเห็นด้วยตัวเอง และจากที่ป๋า และเพื่อนพ้องของป๋า ถ่ายทอดต่อๆ กันมาอีกที อย่างมีรสชาติ ป๋า เอง มีอาวุธประจำตัวเป็นลิ่ว ที่สามารถพกพาเก็บซ่อนแอบไว้ในเข็มขัดรัดเอว ส่วนเพื่อนคนอื่นๆ ก็จะมีมีด ไม้ กระบอง คมแฝก คละกันไปแล้วแต่ความถนัด แต่ที่ผมรู้สึกสนใจก็คือ เพื่อนของป๋าคนหนึ่งที่ชื่อ “สุกรี” ชายผู้นี้มีอาวุธที่ต่างจากคนอื่นๆ นั่นก็คือ “สากกะเบือ” แม้ภายหลังได้ไปบวชเป็นพระแล้วก็มีฉายาจากคนในแวดวงว่า “หลวงพ่อสากกะเบือ”

ผมจำเรื่องราวต่อจากนั้นจากปากของยายไม่ได้มาก รู้แต่ว่าบุรุษผู้นี้เป็นเพื่อนที่ ป๋า..รัก และให้ความเชื่อใจเป็นอย่างมาก ก็เลยเป็นเหตุให้ครอบครัวของเราดั้นด้นไปพบกับหลวงตาสุกรี ที่วัดจุฬามุนี จังหวัดระยอง ที่ขาดการติดต่อกันไปนานแสนนานแล้ว

ผมไปสืบค้นข้อมูลบางส่วนของหลวงตามาได้ จากเวปไซด์ โรงเรียนมงคลวิทยา จึงขอคัดลอกมาประกอบไว้เพื่อความสมบูรณ์ ดังนี้   

พระอาจารย์สุกรี” ที่วัดจุฬามุนี เมื่อราว 30 กว่าปีที่ผ่านมา—–ชาติตระกูลของท่านเป็น “เพชฌฆาต” ตัดคอนักโทษมานับไม่ถ้วนแล้ว ก่อนหักมุมชีวิตเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์ หลวงพ่อสุกรีของผมเล่าว่า เคยผ่านเย็นร้อนอ่อนแข็งมาร้อยเอ็ดเจ็ดย่านน้ำ กรอกแม่โขงเข้าปากเป็นขวดๆ ก่อนเข้าประตูโบสถ์ วันรุ่งขึ้น ดำดินมาอยู่ระยองพรรษาแรกๆ คนระยองตั้งแต่เจ้าเมืองลงมาถึงคนถีบสามล้อ มองว่าท่านเป็นพระบ้า ดูจะไม่ต่างกับ “พระวิทยา จิตตธมโม” นักดอก ซึ่งก็กรอกเหล้าเป็นขวดๆ ก่อนเข้าโบสถ์เช่นกัน คนอย่างนี้ถือเป็นเผ่าพันธุ์เดียวกับพระองคุลิมาล มาเฟียกลับใจที่บรรลุเป็นพระอรหันต์ เรื่องหลวงพ่อสุกรี เขียนไว้แค่นี้ก็เหลือเกินแล้ว หากท่านสนใจไปสืบค้นเอาเอง… 

ครั้งแรกที่ครอบครัวใหญ่ๆ ของผมได้เดินทางถึงวัดจุฬามุนี มีชาวบ้านคอยให้การต้อนรับ และพามาพบกับหลวงตา ซึ่งมีอีกสถานะหนึ่งคือเป็นเจ้าอาวาสวัดแห่งนี้ด้วย หลวงตาจำยายได้ แล้วบรรยากาศที่สุดแสนจะดีใจและยากที่จะบรรยายก็เกิดขึ้นทั้งวัน

ผมเองตอนนั้นน่าจะอายุได้สัก 18-19 นั่งมองท่านอย่างสงบอยู่ข้างหลังพ่อ-แม่ และยาย แต่ก็อดจะแอบอมยิ้มไม่ได้ หลวงตามีสรีระร่างกายที่เล็กมากๆ หูกาง แข็งแรง คล่องแคล่ว ทุกการขยับเขยื่อนเคลื่อนย้ายแต่ละครั้งเป็นไปโดยรวดเร็ว ทำให้ผมอดคิดถึงเรื่องราวในอดีตที่ยายเคยเล่าให้ฟังบ่อยๆ ไม่ได้

ทริปนั้นพวกเราจบด้วยการที่หลวงตาพาไปไร่เงาะ ไร่มังคุด ของลูกศิษย์ที่เป็นชาวบ้านใกล้ๆ วัด หลวงตามีแต่คนรักและนับถือ สังเกตจากการไปไหนมาไหนชาวบ้านจะรีบวิ่งเข้ามาใกล้ๆ นั่งยองๆ แล้วประนมมือไหว้เป็นการแสดงความเคารพ

คงพอนึกออกนะ ว่าครอบครัวกินเก่งของเราซัดกันไปคนละเท่าไหร่ และที่เหลือน่ะแพ๊คใส่รถกลับมากันอีกเท่าไหร่ มีความสุขกันไปหลายวันเลย

ในงานฌาปนกิจศพของป๋า ที่วัดธาตุทอง หลังจากที่ทางคณะแพทย์จุฬาฯ ได้คืนร่างมาให้ครอบครัวของเราทำพิธีทางศาสนา จำได้ว่าในวันนั้นหลวงตาเดินทางมาจากจังหวัดระยอง เพื่อมาเป็นประธานฝ่ายสงฆ์ตามการนัดหมายล่วงหน้า                                          

หลวงตาเลือกเดินทางมาร่วมงานโดยรถโดยสารปรับอากาศ แทนรถเก๋งโบราณคันเดิมซึ่งจอดอยู่ที่วัด มีจุดหมายปลายทางที่สถานีขนส่งเอกมัย ฝั่งตรงกันข้ามเยื้องๆ กับวัดธาตุทอง ในวันนั้นสำหรับผมแล้ว ภาพที่หลวงตาวิ่งจีวรปลิวเพื่อที่จะได้มาทันเวลาส่งเพื่อนรักเป็นครั้งสุดท้ายยังติดตาผมอยู่กระทั่งทุกวันนี้ พวกเรามีโอกาสกลับไปเยี่ยมหลวงตากันอีกครั้ง โดยครั้งนี้ปุ๊ก-ภรรยาผม ที่ตอนนั้นเพิ่งจะเริ่มคบหากัน ได้มีโอกาสเดินทางไปด้วย และก็เช่นเดิมพวกเราตั้งใจและวางแผนเดินทางไปเยี่ยมหลวงตากันในหน้าที่ผลไม้ คือ เงาะ มังคุด และทุเรียน ออกผลให้เก็บเกี่ยวได้พอดี ซึ่งจะว่าไปแล้วการเดินทางไปวัดจุฬามุณีฯ ครั้งนั้น กลับเป็นครั้งสุดท้ายที่ผมได้มีโอกาสพบกับหลวงตา

หลายปีต่อมา ผมได้รับทราบข่าวว่าหลวงตาถูกงูกัด ต้องเข้ารับการรักษาตัวที่โรงพยาบาล และไม่ได้รับทราบข่าวคราวต่างๆ ของหลวงตาอีกเลยนับจากนั้น ซึ่งก็ล่วงเลยเวลามาอีก 15-16 ปีแล้ว

แม้วันนี้ยายจะจากผมไปนานแล้ว ไม่มีใครเล่าเรื่องราวในอดีตสนุกๆ ให้ผมฟังอีก แต่ผมก็เลือกที่จะเอาเรื่องราวประทับใจที่เคยเกิดขึ้นในชีวิตของผมมาบันทึกไว้ ณ ที่นี้

ด้วยความรู้สึกที่ดีกับหลวงตาอย่างบอกไม่ถูก ยอดมนุษย์ในทัศนะของผมจึงขาดชื่อของหลวงตา “สุกรี” ไปเสียมิได้ ไม่รู้เป็นอย่างไร อยู่ๆ ก็นึกคิดถึงหลวงตาขึ้นมา..ครับ…

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: