มงฟอร์ต กับรางวัลเหรียญทองเหรียญแรกของประเทศไทย ในการแข่งขันดุริยางค์นานาชาติ ณ เมือง Kerkrade เนเธอร์แลนด์ในปี 2528

385-19  

555-8   555-9

มงฟอร์ต กับรางวัลเหรียญทองเหรียญแรกของประเทศไทย ในการแข่งขันดุริยางค์นานาชาติ ณ เมือง Kerkrade เนเธอร์แลนด์ในปี 2528

เมือง Kerkrade เป็นเมืองเล็กๆอยู่ทางตอนใต้ของประเทศเนเธอร์แลนด์ จะมีการประกวดวงวงโยธวาทิตระดับโลกขึ้น ชื่อของการประกวดคือ The World Music Contest การประกวดจัดขึ้นทุกๆ 4 ปี  เป็นรายการประกวดระดับนานาชาติที่วงโยธวาทิตไทยเข้าร่วมมากที่สุด เป็นรายการที่สามารถบอกให้รู้ถึงมาตรฐานของวงโยธวาทิตไทยเมื่อเทียบกับนานาชาติได้ดีเป็นอย่างยิ่ง

ประวัติความเป็นมาของ WMC

ความคิดในการจัดการประกวดเริ่มขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2492 (ค.ศ.1949) โดยเมือง Kerkrade ได้เชิญวงเครื่องเป่า 2 วงมาแสดงคอนเสิร์ต ได้แก่ English Colliery Band และ The CarIton Main Frickley Colliery Band ซึ่งเป็นวงที่มาจากเมืองที่ทำเหมืองถ่านหิน และเมือง Kerkrade เองก็เป็นเหมืองที่ทำเหมืองเช่นกัน (ในขณะนั้น) ดนตรีเป็นกิจกรรมหนึ่งที่ชาวเหมืองให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่งว่างเว้นจากการทำเหมืองก็หยิบเครื่องดนตรีมาเล่นกัน จนมีความชำนาญรวมตัวกันเล่นเป็นวงได้   การแสดงคอนเสิร์ตในครั้งนั้นประสบความสำเร็จเป็นอย่างยิ่ง จึงทำให้เกิดแนวความคิดที่จะจัดการประกวดในระดับนานาชาติ สำหรับวงเครื่องเป่าสมัครเล่น ไปจนถึงวงระดับมืออาชีพ รวมไปถึงวงออร์เครสตร้าด้วย    ความคิดนี้ได้รับความสนใจและการตอบรับสนับสนุนจากหลายประเทศ เพราะในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สองยุติลง  ดนตรีจะเป็นสิ่งที่ช่วยสร้างความสนานฉันท์ ให้กับประเทศต่างๆได้อย่างดียิ่ง     ตลอดระยะเวลาหลายปีที่ WMC จัดการประกวดขึ้น ได้ตั้งปนิธาณไว้ว่าการประกวดนี้จะเป็นการประกวดที่มุ่งเน้นเรื่องของมาตรฐานทางดนตรี และคุณภาพที่ดีที่สุดในระดับที่นานาชาติยอมรับ  ปัจจุบัน WMC ได้เป็นการประกวดวงโยธวาทิตระดับโลก ที่นานาชาติให้การยอมรับสูงสุด

คิดว่าแถวหน้าคนตีกลองซ้ายสุดน่าจะเป็น พี่นึก-สมนึก ที่มาฝึกสอน Part Percussion ให้กับพวกเรา

พี่ต๊อก-บัณฑิต….เคยเล่าว่า สมัยเด็กๆ (ปี พ.ศ. 2522) เล่นวงดุริยางค์อยู่มงฟอร์ต ต้องนั่งรถ Bus มาจากเชียงใหม่ เพื่อมาเล่นดนตรีในพิธีเปิดโรงเรียนอัสสัมชัญ สำโรง (ต่อมาเปลี่ยนเป็นสมุทรปราการ) และไม่เคยคิดเลยว่าต่อมาอีก 5-6 ปี จะต้องกลับมาผูกพันธ์กันไปตลอดชีวิต

ปี พ.ศ. 2526-2528 เป็นปีที่วงดุริยางค์ของมงฟอร์ต โด่งดังสุดๆ ตั้งแต่ล้มผู้ยิ่งใหญ่อย่างวัดสุทธิฯ ซึ่งเคยได้รับรางวัลเหรียญเงินแรกของประเทศไทย ในการแข่งขันดุริยางค์นานาชาติ ณ เมือง Kerkrade เนเธอร์แลนด์ มงฟอร์ตได้ครองถ้วยพระราชทานฯ และไปได้รับรางวัลเหรียญทองแรกของประเทศไทย ในการแข่งขันดุริยางค์นานาชาติ ณ ที่เดียวกัน ในปี 2528 และเป็นแรงผลักดันซึ่งแรงมากๆ สำหรับพวกเรา จำได้ว่าช่วงนั้น มาสเตอร์ปรีชาฯ มีรถตู้โฟล์คคันใหญ่ขนพวกเราไปชมไปเชียร์ที่สนามศุภฯ ทำให้มีตำนานเรื่องรถตู้ในเวลาต่อมา

ประมาณปี พ.ศ. 2528 พี่ต๊อก-บัณฑิต ผู้ที่เป็นหนึ่งในตำนานของวงดุริยางค์มงฟอร์ต ได้เข้ามาเป็นน้องใหม่คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ ของมหาวิทยาลัยมหิดล และได้ถูกเรียกตัวกลับไปเป็น Presenter โฆษณา “โค้ก” เนื่องจากดรัมเมเยอร์ตัวจริง เข้าเรียนในโรงเรียนนายร้อย จปร. แต่เราว่าพี่ต๊อกหล่อ..กว่า

พร้อมๆ กันนั้นมาสเตอร์ปรีชาฯ ก็ชักชวนพี่ต๊อกมาอยู่กับพวกเรา โดยพักอยู่ที่บ้านเดิมของมาสเตอร์ในหมู่บ้านทิพวัล 1 และต่อมาได้ชักชวนพี่ณต-ประณต เข้ามาช่วยต่อเติมความฝันของพวกเรา พร้อมพี่ๆ จากมงฟอร์ตอีกหลายต่อหลายท่าน เช่น พี่ประโยชน์ มาสอนดรัมเมเยอร์, พี่ตุ๊ก (น้องชายพี่ต๊อก) ที่ตอนนั้นเป็นผู้ฝึกสอนมงฟอร์ตเต็มตัว มาสอนกลุ่ม Woodwind, พี่กุ้ง และยังมีอีกหลายท่านเช่น ท่านอาจารย์ฑีฆา โพธิเวส จากกองดุริยางค์ตำรวจ ที่มาช่วยปรับเพลงบรรเลงไทยเดิม แถมยังให้ยืมกลองทิมปานี ที่เหมือนหม้อเต้าหู้ซะมากกว่า ที่ตอนนั้นโรงเรียนฯไม่มีงบประมาณจัดหามาให้ (ความจริง กรับ-เครื่องดนตรีไทย ที่พวกเราใช้ในการซ้อมและแข่งขัน ยังต้องขโมยแปลงลบกระดานในห้องเรียนไปใช้เลย เพราะห้องดนตรีไทยสมัยนั้นไม่ให้ยืม คือช่วงนั้นการเมืองเยอะ แต่เด็กๆ ไม่ค่อยเข้าใจ เรื่องนี้เป็นความลับนะ คิดว่ากรรมการตัดสินเขาแอบรู้ก็เลยให้พวกเราแพ้ฟาวร์ อันนี้ไม่แน่ใจเหมือนกัน)

ปี พ.ศ. 2529 วันที่ 4 ธันวาคม พวกเราเข้าประกวดรอบคัดเลือกเขตการศึกษาที่ 1 ได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 โดยผู้ที่ผ่านเข้ารอบการแข่งขันระดับประเทศและได้รับรางวัลชนะเลิศในวันนั้นคือ โรงเรียนศรีบุญญานนท์ โรงเรียนที่ได้ที่ 3 คือ โรงเรียนสวนกุหลาบนนทบุรี และโรงเรียนปากเกร็ดวิทยาลัยได้รับรางวัลสุดท้าย ร้องไห้กันกระจองงอแง ก็นึกว่าจะจบกันไปแล้วตอนนั้น

ปี พ.ศ. 2530 พวกเรากลับมารวมตัวกันอีกครั้ง เหมือนเป็นคอนเสิร์ตแก้คิดถึง คืออยากเจอกันคุณภาพไม่สนใจ บางคนหาชุดไม่เจอ วุ่นวายกันพอสมควร และหลังจากวันนั้นก็แยกย้ายกันไปจริงๆ โดยมีคำสัญญาที่เหมือนจะเป็นแค่คำพูดเล่นๆ ตั้งแต่เมื่อครั้งงานเลี่้ยงครั้งแรกในช่วงคริสมาสต์ ปลายปี พ.ศ. 2529 (เนื่องในโอกาสที่พวกเราต้องแยกย้ายกัน) ว่า พวกเราจะกลับมาเจอกันทุกสิ้นปี และก็เป็นกันมาได้กระทั่งทุกวันนี้

หลังจากแยกย้ายกันแล้ว ก็ไปศึกษาต่อกันคนละทิศละทาง (ตอนนั้น อัสสัมฯ มีแค่ ม.3) พี่ต๊อก ก็ไปทำวงโยฯ ที่อัสสัมฯบางรัก, พี่ณต ก็ไปทำวงโยฯ ที่ราชวินิตบางแก้ว ตามประวัติศาสตร์ของวงโยฯราชวินิตบางแก้ว  มีเพื่อนเราคือ ตุ๋ย-เชิงชาย ไปร่วมเป็นสมาชิกด้วยในสมัยนั้น และภายหลังไปได้รับรางวัลระดับชาติและระดับประเทศมากมาย

แล้วโลกก็หมุนไปเรื่อยๆ พร้อมๆ กับคำพูดที่มาสเตอร์ปรีชาฯ พูดให้พวกเราฟังเมื่องานเลี้ยงชุมนุมศิษย์เก่า อัสสัมชัญสมุทรปราการ เดือนตุลาคม พ.ศ. 2551 ที่ผ่านมา มาสเตอร์ฯบอกว่า “มาสเตอร์ดีใจ ที่ถึงวันนี้แล้ว พวกเราทุกคน ได้ดี” ……

อ่านกระทู้ที่เกี่ยวข้องได้ที่ Link ด้านล่าง

 

 

 

หนังสือฉบับพิเศษ “วงโยธวาทิตมงฟอร์ต” ซึ่งมีการตีพิมพ์ไว้เมื่อปี พ.ศ. 2526

 

 

 

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: